Itm0259's Blog


Assignment3 :: WAP รูปแบบเทคโนโลยีไร้สายในยุค G3

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน กุมภาพันธ์ 20, 2010

                ปัจจุบัน แนวโน้มของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตจะเป็นไปในรูปของเทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless Technology) ผลที่ตามมาก็คือเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ อย่าง ปาล์ม (Palm) ปาล์มคอมแพททิเบิล (Palm Compatible) รวมทั้งพ็อกเก็ตพีซี (PocketPC) เป็นต้น  ความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ ทั้ง Internet และ การรวมเอาความสามารถเชิง Internet มาใช้กับเทคโนโลยี ของโทรศัพท์มือถือ ทำให้ ณ ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ ทำอะไรๆ ได้มากกว่า แค่ใช้โทรออกหรือรับสายเข้าเท่านั้น ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ มากขึ้น กับสิ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ในการที่จะติดต่อค้นหาข้อมูล และบริการอื่นๆ บน Internet ซึ่งสามารถ ทำได้แม้แต่ในขณะที่กำลังเดินทางอยู่ โดยผ่านทางโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว การแสดงผล Wireless Application Protocol หรือ WAP จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าของโทรศัพท์มือถือให้มีมากกกว่าการเป็นอุปกรณ์สื่อสารด้วยเสียง (Voice) และบริการรับส่งข้อความแบบสั้น ๆ (SMS-Shot Message Service) โดยเพิ่มคุณสมบัติการสื่อสารข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งข้อมูลที่ว่านี้ก็คือข้อมูลในเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตนั้นเอง

                WAP ( Wireless Application Protocol ) เป็น Protocol ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งมิได้ถูกออกแบบกำหนดและควบคุมโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่งแต่เป็นผลมาจากการร่วมกันวางข้อกำหนดระหว่างบริษัทอีริคสัน โนเกีย โมโตโรล่าและPhone.com(ชื่อเดิมคือ บริษัทอันไวร์ แพลเน็ต(Unwired Planet) ซึ่งร่วมกันก่อตั้งองค์กรที่มีชื่อเรียกว่า WAP Forum ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนในปี พ.ศ.2540 จุดมุ่งหมายในเบื้องแรกก็คือการวางข้อกำหนดทางอุตสาหกรรมสำหรับสนับสนุนการพัฒนาบริการพิเศษผ่านเครือข่ายสื่อสารไร้สาย เพื่อนำเอาลูกเล่นหรือ ความสามารถ ต่างๆ ของ Wireless Application และ ของทางด้าน Internet ให้มาใช้ได้ บนเครื่องโทรศัพท์มือถือ WAP จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้งานทางด้าน Internet ทั่วๆไปได้ เหมือนๆกับใช้งานผ่านทาง เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ WAP นั้นไม่ต้องการ CPU ที่มีประสิทธิภาพ สูงๆ ไม่ต้องการหน่วยความจำมากๆ ไม่ต้องการแหล่งพลังงานมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายเรื่องด้วยเช่นกันที่อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกแปลกและ ติดขัดบ้าง เช่น ข้อจำกัดด้าน Bandwidth, มี Display ขนาดเล็ก และ มีส่วนของการป้อนข้อมูลเข้า ( Input ) ที่แตกต่างจากการใช้งาน บนคอมพิวเตอร์อยู่พอสมควร แต่จุดเด่นของ WAP นั้น ก็คือทำให้ ใช้งานได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถพกพา หรือนำไปใช้งาน ณ ที่ไหนๆ ก็ได้ ซึ่งจุดนี้ ก็น่าจะหักล้างกับข้อจำกัดต่างๆลงได้

                WAP นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ไม่จำกัดเพียงแค่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น หากยังรวมไปถึง วิทยุติดตามตัว ( Pager ), วิทยุรับส่งที่เรียกว่า Two-Way Radio, Smartphone และรวมไปถึงอุปกรณ์สือสารต่างๆ ตั้งแต่ระดับ Low-End จนถึง High-End เลยทีเดียว ซึ่ง ระบบ Network ที่ใช้กับ WAP ได้นั้น ก็ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง CDPD, CDMA, GSM, PDC, PHS, TDMA, FLEX, ReFLEX, iDEN, TETRA, DECT, DataTAC และ Mobitex. WAP เป็น Protocol สำหรับการสื่อสาร ซึ่งสามารถใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ ( OS : Operating ) ต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้ง PalmOS, EPOS, Windows CE, FLEXOS, OS/9, JavaOS และอื่นๆ อีก WAP นั้นจะช่วยสนับสนุน Bearer หลักๆ ในการส่ง Message เช่น Short Message Service ( SMS ) , Circuit Switched Data, Unstructured Supplementary Services Data ( USSD ) และ General Packet Radio Services ( GPRS ) อีกด้วย และ นอกจากนี้ ก็ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ มาใช้กับโทรศัพท์มือถือ มากขึ้น โดยอาศัย WAP และ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการส่ง Message เข้ามาช่วยในการทำงานอีกด้วย เช่น HSCSD, EDGE และ WCDMA

                WAP เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมต่อโลกของโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งในบางกรณีก็สามารถประยุกต์ใช้กับเครือข่ายอินทราเน็ตภายในองค์กร จุดประสงค์เพื่อขยายขอบเขตในการให้บริการเสริม (Value – padded Service) ให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่คำนึงถึงประเภทของเครือข่ายบริการ และเครื่องลูกข่ายแต่อย่างใด ผู้ใช้บริการสามารถดึงข้อมูลจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยโพรโตคอลWAP (Wireless Application Protocol) จะทำงานเช่นเดียวกับโพรโตคอลทีซีพี/ไอพี (TCP/IP) ที่ใช้ติดต่อเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตทั่วไป WAP เป็นโพรโตคอลที่เป็นระบบเปิด ซึ่งหมายความว่า WAP ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เครือข่ายแบบใดแบบหนึ่ง ตัวอย่างเครือข่ายไร้สายที่รองรับระบบWAP  คือ จีเอสเอ็ม (GSM) ซีดีเอ็มเอ (CDMA) ทีดีเอ็มเอ (TDMA) เอสเอ็มเอส (SMS) เป็นต้น  ในระบบWAP มีการอ้างถึงที่อยู่ของเอกสารด้วยยูอาร์แอลเช่นเดียวกับระบบทีซีพี/ไอพี โดยต้องระบุโพรโตคอลWAP นำหน้า เช่น http://WAP.nectec.or.th/ เป็นต้น

WAP กับมาตรฐาน Internet

                WAP นั้นจริงๆ แล้วก็ได้พัฒนาขึ้นมาจากมาตรฐาน Internet นี่เอง ซึ่งก็ใช้พื้นฐานเดียวกับ Internet คือ XML, UPD และ IP ซึ่ง WAP Wireless Protocol นี้ ก็ยังได้พัฒนาโดย ใช้มาตรฐานของ Internet พวก HTTP และ TLS ด้วย เพียงแต่ ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขบางส่วน เพื่อให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์ ไร้สาย ( Wireless Device ) ซึ่งมีข้อจำกัด ทั้งทางด้าน หน่วยแสดงผล ( Display ) ซึ่งมีขนาดเล็ก หรือในส่วนของ การป้อนข้อมูลเข้าที่ยากกว่า การใช้เครื่อง PC ด้วยเช่นกัน WML จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นจาก การปรับปรุงแก้ไข มาตรฐานของการ เขียน Markup Language ซึ่งไม่สามารถใช้ HTML บนอุปกรณ์ไร้สาย จากเหตุผลข้างต้น XML หรือ Extend Markup-Languaage นั้น เป็น Meta-Language ซึ่งกำหนดขึ้นโดย W3C ( World Wide Web Consortium ) ซึ่งหากจะมองว่าเป็นส่วนขยายของ SGML ( Standard Generalized Makriup Language ) ก็ได้ เพียงแต่ XML นี้ เป็นเพียงกฎเงื่อนไข ต่างๆ ในการสร้างมาตรฐาน ภาษาที่ใช้ในการ เขียน Application เท่านั้น คือยังไม่กำหนด Format ต่างๆ แน่ชัด ส่วน WML หรือ HTML นั้น มีการกำหนด Format ต่างๆ Tag ต่างๆ เป็นที่แน่ชัดแล้ว และมีการเจาะจง ให้ใช้ในด้านใดด้านหนึ่ง ดังนั้นจึงมองได้ว่า WML หรือ HTML นั้น เป็น XML Application

                นอกจากนี้ WML ก็ยังมี WMLScript ซึ่งก็อาศัยหลักการ และโครงสร้าง ที่คล้ายกับ JavaScript หรือ ECMAScript เพียงแต่ทำการ ปรับปรุงให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับระบบ อุปกรณ์ไร้สายด้วย โดย WMLScript นี้ จะใช้หน่วยความจำ และ CPU ต่ำมาก ซ้ำยัง ได้ตัดเอา Function ต่างๆ ที่ไม่ เกี่ยวข้อง หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้กับในระบบนี้ออก ไปอีกไม่น้อย WAP ก็ยังได้รวมเอาความสามารถเพื่อช่วย ในการรักษาความปลอดภัย ของข้อมูล ทั้งด้านการ Authentication และ ด้านการ Encryption ( เข้ารหัสข้อมูล ) ซึ่งเรียกว่า WTLS อีกด้วย

                โดยที่  WML มีลักษณะคล้ายกับ HTML แต่ถูกออกแบบเพื่ออุปกรณ์ที่มีหน้าจอเล็ก ไม่มีแป้นพิมพ์และไม่มีเมาส์เพื่อการประหยัดแบนวิดท์ สำหรับในเครือข่ายไร้สาย UML ยังสามารถเข้ารหัส (Encode) แบบไบนารีได้เพื่อให้ข้อมูลที่ต้องส่งในเครือข่ายมีขนาดเล็ก การเข้ารหัส WML นี้ จะกระทำโดย WAP Gateway   ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายเข้าสู่อินเตอร์เน็ต

 

รูปที่ 1 แสดงถึงโครงสร้างของการรับส่งข้อมูลแบบ WAP ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Internet มาก

                             ต่างกันตรงที่มี WAP Gateway เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น

                WAP   ถูกออกแบบให้สามารถใช้ได้บนเครือข่ายไร้สายหลายระบบ เช่น  GSM  และ  WAP  ลักษณะของโปรโตคอลจะเป็น layer  คล้ายกับ  OSI  model สำหรับผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ  GSM ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น  มีเพียง 3 รุ่นที่เป็น WAP  Phone แล้ว  คือ Nokia 7110, Motorola P7389, และ Ericsson R380 และในส่วนการวางระบบและโซลูชั่นของระบบ  WAP มีเพียงโนเกียและบริษัท  Phone.com  ที่มีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุด

โครงสร้างของ    WAP

                มีโครงสร้างเป็น layer เหมือนกับ Open System Interconnection (OSI) โดยที่โครงสร้างของ WAP แบ่งออกเป็น 5 layer ด้วยกัน คือ

1)       การวางองค์ประกอบการทำงาน (Wireless Application Environment)

2)       การกำหนดสภาพการเชื่อมต่อ (Wireless Session Protocol)

3)       การรับประกันความน่าเชื่อถือของการส่งข้อมูล (Wireless Transaction Protocol)

4)       การดูแลความปลอดภัย (Wireless Transport Layer Security)

5)       การควบคุมการรับส่งข้อมูล (Wireless Datagram Protocol)

ในการรับส่งข้อมูลไปในเครือข่ายเทคโนโลยีWAPนี้จะเป็นแบบไบนารี (Binary) เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมายในระบบเครือข่ายแบบไร้สายเมื่อเทียบกับเครือข่าย อินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการรับส่งข้อมูลซึ่งช้ากว่า และช่วงความถี่ (Bandwidth) ในการสื่อสารที่แคบ หรือการเชื่อมต่อ (Connection) ที่มีความสเถียรน้อยกว่า ดังนั้นต้องทำการลดขนาดของข้อมูลให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนาภาษาดับเบิลยูเอ็มแอล (WML- Wireless Markup Language) ขึ้นมารองรับเทคโนโลยีWAP

Layer บนสุดในโครงสร้างของ WAP คือ Wireless Application Environment (WAE) ทำให้แอพพลิเคชันหลากหลาย สามารถใช้ได้บนอุปกรณ์พกพาไร้สาย โดยที่ WAE มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้ คือ

Addressing model หลักการตั้งชื่อ resource ที่เก็บอยู่บนเครื่องแม่ข่าย (Server)

Wireless Markup Language (WML) ภาษา markup (Markup Language) คล้าย HTMLแต่มีขนาดกระทัดรัด เพื่ออุปกรณ์พกพาที่มีขนาดเล็ก และมีแบนวิดท์จำกัด

WMLScript ภาษาสคริปต์ (Scripting Language) คล้าย JavaScript แต่มีขนาดเล็ก

Wireless  Technology Application (WTA, WTA1)  เป็นกรอบ (Framework)  และอินเทอร์เฟส (interface) เพื่อให้บริการที่เกี่ยวกับฟังก์ชันของโทรศัพท์ เพื่อที่จะใช้องค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมานี้ WAP กำหนดว่าต้องมี user – agents  เป็นจำนวนสอง agents ในอุปกรณ์ user  -  agent  หมายถึง แอพพลิเคชันที่ทำงานอยู่ในอุปกรณ์เพื่อประมวลข้อมูลและรับคำสั่งหรือ  input  จากผู้ใช้งาน  ตัวอย่างของ  user – agents  คือ  browser  เช่น  Internet  Explorer  หรือ  Netscape  Navigator  บน  PC ในกรณีของ  WAP กำหนดว่ามีสอง  user – agents ในอุปกรณ์อันเดียว  คือ  WML  user – agent และ WTA user – agent จะทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับฟังก์ชันโทรศัพท์ (เช่น การหมุนโทรศัพท์)

Wireless Markup Language (WML)

                Wireless  Markup  Language ก็เปรียบได้กับภาษา HTML ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตแต่ต่างกันที่ว่าภาษา WML นั้น มีพื้นฐานมาจากภาษา  XML  หรือ  Extensible  Markup  Language  ที่กำลังเป็นดาวรุ่งในอินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ โครงสร้างของ  WML  มีลักษณะที่ต่างจาก  HTML  เช่นกัน   ในภาษา HTML นั้นมีโครงสร้างแบบ flat  หน่วยของข้อมูล ที่ส่งมาให้บราวเซอร์และที่ผู้ใช้เห็นจะมีลักษณะเป็นหน้า (HTML page)   แต่โครงสร้างของ  WML  มีลักษณะเป็น  deck (กองไพ่)  และ card (ไพ่)    ไพ่เป็นหน่วยของข้อมูลที่ผู้ใช้เห็นในแต่ละครั้งบนหน้าจอของอุปกรณ์พกพา เช่น เมนูให้เลือกบริการ หรือ หน้าจอให้ใส่ ข้อมูล ฉะนั้นผู้ใช้จะเห็นทีละcard หรือหน้าจอข้อมูล แล้วเลือกบริการ  หรืออ่านข้อความ  หรือใส่ข้อความ  แล้วหน้าจอก็เปลี่ยนเป็น  card  ใหม่   card หลายๆ card รวมกันก็คือ deck      deck ของ WML คล้ายกับ หน้า (page)  ใน  HTML เพราะจะเรียกเป็น URL และเป็นหน่วยในการส่งข้อมูลเหมือนกัน  หมายความว่าในการ request ข้อมูลแต่ละครั้ง  อุปกรณ์พกพาจะได้ข้อมูลมาทั้ง deck แต่ผู้ใช้ จะเห็นทีละ card  ในขณะใดขณะหนึ่ง   แต่การข้ามจาก card  หนึ่งไปอีก  card  ก็จะไม่ต้องโหลดข้อมูลจากเครือข่ายหนึ่ง นอกจากนั้น WML  ยังมี  feature  สำคัญๆ เช่น  สามารถใช้ตัวแปร (variables)  ได้   สามารถ  format ตัวอักษรได้ เช่น ให้เป็นตัวหนา (bold) เป็นต้น สามารถแสดงรูปภาพ (image) ได้ และสามารถแสดง  list ให้เลือก  หรือให้ผู้ใช้ใส่ข้อความในช่อง เติมข้อความ (input  field) ได้ 

WML จะถูกเข้ารหัส (encode) แบบไบนารีโดย WAP Gateway เพื่อให้ประหยัดแบนวิดท์ในเครือข่ายไร้สาย

WMLScript 

                WMLScript  มีลักษณะคล้าย  JavaScript  ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต  อาจกล่าวได้ว่า  WMLScript เป็น subset ของ Javascript  ที่ถูกดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาและเครือข่ายไร้สายนั้นเอง   WMLScript  มีรากฐานมาจาก ECMAScript  เช่นเดียวกับ JavaScript  เราสามารถใช้  WMLScript  ร่วมกับ  WML  เพื่อเพิ่มความฉลาดให้กับอุปกรณ์พกพา  เช่น  การทำ loop, ฟังก์ชันคำนวณ  และ การตัดสินใจ (if – then – else)  เป็นต้น ดังนั้นเราจึงสามารถใช้ WMLScript เพื่อจะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานได้ใส่ค่าอินพุต (input) ที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากไม่มี WMLScript  แล้วการตรวจสอบเช่นนี้ต้องส่งข้อมูลไปบนเครือข่าย  และใช้เครื่องแม่ข่ายในการตรวจสอบWMLScript  ยัง  support  WMLScript  Libraries.  WMLScript   Libraries   ประกอบด้วยฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมจาก มาตรฐานที่มีอยู่ใน WMLScript . Libraries  นี้  ยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มฟังก์ชันได้อีกในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของ WMLScript WAP Gateway  จะทำการเข้ารหัส (Encode) WMLScript  แบบไบนารี  เช่นเดียวกับ WML เพื่อลดขนาดของข้อมูลที่ส่งบน เครือข่ายไร้สาย

Wireless Telephony Applications (WTA)

                WAP สามารถให้บริการที่เกี่ยวกับเสียง (โทรศัพท์) ได้โดยใช้ Wireless Telephony Applications (WTA) ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว WTA ใช้ user – agent ของ WML WTA user – agent คล้ายกับ WML user – agent แต่มีฟังก์ชันเพิ่มเติม ที่เหมาะกับการให้บริการโทรศัพท์ดังนี้คือ             

                # Wireless Telephony Applications Interface (WTAI) 

                เป็นอินเทอร์เฟสเพื่อเข้าถึงกลุ่มฟังก์ชันที่เกี่ยวกับการใช้บริการเสียงในโทรศัพท์มือถือเรียกได้จาก  WML และ/หรือ WMLscript  ตัวอย่างของฟังก์ชันเหล่านี้ คือ โทรออก, รับสาย, วางโทรศัพท์, การส่งข้อความและจัดการกับสมุดโทรศัพท์ในเครื่อง (phonebook) เป็นต้น WTAI  แบ่งออกได้เป็น  3  กลุ่ม คือ  Network  Common  Functions, Network  Specifics  Functions และ Publics  Functions.   ในขณะที่ common  ฟังก์ชันใช้ได้กับเครือข่ายทุกประเภท specific ฟังก์ชันจะเป็นฟังก์ชันเฉพาะเครือข่ายบางประเภทเท่านั้น   ส่วน public ฟังก์ชันนั้นแตกต่างจากฟังก์ชันที่กล่าวมาแล้วคือสามารถเรียกได้โดยตรงจาก WML user – agent. ในปัจจุบัน public ฟังก์ชันมีเพียงฟังก์ชันเดียวคือการหมุนโทรศัพท์ (set – up call) ซึ่งผู้ใช้จะต้องอนุมัติก่อนเสมอ  ฟังก์ชันจึงทำงานได้

                # Repository

                บริการหลายชนิดของ WTA มีลักษณะเป็นแบบ real – time การดึงข้อมูลจากเครื่องแม่ข่ายจะทำให้เกิดความล่าช้า ฉะนั้นหน้าที่ของ  repository  คือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบริการในตัวของอุปกรณ์เอง  เพื่อการเข้าถึงที่รวดเร็ว

                # WTA Service Indication

                ทำให้ผู้ใช้ (user) ได้รับแจ้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ (event) ขึ้น  เช่น  มี  voice  mail เป็นต้น  และผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะจัดการกับเหตุการณ์นั้นอย่างไร   ตัวอย่างเช่น  เมื่อมี  voice  mail  WTA  Service  Indication  จะส่ง  URL  ข้อความว่า “ท่านมี  2  voice mail ใหม่” ไปยังอุปกรณ์ไร้สาย  เมื่อ  ผู้ใช้เห็นข้อความก็จะสามารถเลือก  voice  mail  ที่ต้องการเพื่อ  download  มาฟังหรือจะยังไม่ทำอะไรก็ได้ฟังก์ชันต่างๆ ของ WTA จำเป็นต้องพึ่งการทำงานของ WTA  user -  agent  บนอุปกรณ์ไร้สาย  เฉพาะผู้ให้  content  ที่ไว้วางใจได้เท่านั้นที่สามารถจะส่ง  content  ให้กับ  WTA  user – agent  เช่นผู้ให้บริการเครือข่ายหรือผู้ที่ผู้ให้บริการไว้วางใจ  ฉะนั้น WTA   user – agent จะติดต่อเฉพาะกับเครื่องที่อยู่ในโดเมนที่ควบคุมโดยผู้ให้บริการซึ่งต่างจากอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปที่จะมีขอบเขตกว้างขวางกว่า

ปัจจุบันก็มีบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่เรารู้จักกันดี   ได้ทำการนำเอาสินค้าที่สามารถรองรับเทคโนโลยีนี้เข้ามาเพื่อเป็นการเอาใจผู้บริโภค  แต่ก็ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัทที่ยังคงสงวนท่าทีเพื่อรอดูความต้องการที่แน่นอนของลูกค้าก่อน  เพราะจะได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะต้องนำมาทุ่มเทกับการลงทุนหากเทคโนโลยีนี้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

เทคโนโลยีWAP ประกอบด้วยองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

2.1 ภาษาที่ใช้ในการเขียนWAP

                ภาษาที่ใช้ในการเขียนWAP คือ ภาษาดับเบิลยูเอ็มแอล (WML- Wireless Markup Language) เป็นภาษาที่ถูกพัฒนามาจากภาษาเอชทีเอ็มแอล (HTML) ดังนั้นโครงสร้างการเขียนและแท็กบางอย่างจึงเหมือนภาษาเอชทีเอ็มแอล  และข้อสําคัญของการเขียนแท็กของภาษาดับเบิลยูเอ็มแอล คือ จะเขียนด้วยตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดและต้องเขียนให้ถูกต้องตามโครงสร้างที่กําหนดเอาไว้จะเขียนแท็กขาด และเกินเหมือนภาษาเอชทีเอ็มแอลไม่ได้ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของภาษาดับเบิลยูเอ็มแอลได้นํามาดัดแปลง และปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพของเครือข่ายไร้สาย และอุปกรณ์มือถือ เพื่อลดขนาดของข้อมูล ทำให้ลดเวลาของการรับส่งข้อมูล และแบนด์วิดธ์ลงได้

2.2 เครื่องบริการWAP

เครื่องบริการWAP (WAP Server) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บเอกสารที่ใช้ในระบบอินเตอร์เน็ตแล้วให้บริการแก่เครื่องลูกข่ายมาเรียกใช้ โดยเอกสารเหล่านี้รวมถึงเอกสารดับเบิลยูเอ็มแอล เอชทีเอ็มแอลด้วย ซึ่งการทํางานของเครื่องบริการWAPจะอยู่ในเครื่องเดียวกับเครื่องบริการเว็บ (Web Server)

2.3 เครื่องรองรับช่องทางWAP

เครื่องรองรับช่องทางWAP (WAP Gateway) เป็นโปรแกรมชุดคำสั่ง (Software) ที่วิ่งอยู่ในเครื่องบริการWAP (WAP Server) ซึ่งก็ทํางานคล้ายกับโปรแกรมบนเครื่องบริการเว็บ(Web Server) หรือพรอกซี่ (Proxy) เครื่องที่รองรับช่องทางWAP บางตัวทำงานในลักษณะของพรอกซี่ ดังนั้นจึงมีหมายเลขพอร์ตที่เครื่องที่รองรับช่องทางWAP จะทํางาน และรอการร้องขออยู่โดยปกติแล้วช่องทางการทำงานจะทำงานอยู่ที่พอร์ตหมายเลข 9200 (Connectionless) และ 9201 (Connection)

เครื่องที่รองรับช่องทางWAP ทําหน้าที่ในการแปลงโพรโตคอลเอชทีทีพี (Protocol HTTP) จากภาษาเอชทีเอ็มแอลให้เป็นภาษาดับเบิลยูเอ็มแอลที่บราว์เซอร์ (Browser) ของเครื่องลูกข่าย (Client Mobile) เพื่อที่เครื่องลูกข่ายจะสามารถเข้าใจได้ แล้วส่งไปให้เครื่องลูกข่าย โดยรับข้อมูลด้วยโพรโตคอลดับเบิลยูเอสพี/ดับเบิลยูทีพี (Protocol WSP / WTP – Wireless Session Protocol / Wireless Transaction Protocol ) และ เมื่อเครื่องลูกข่าย จะทำการร้องข้อมูลมายังเครื่องบริการWAP เครื่องที่รองรับช่องทางWAP จะทำการแปลงจากภาษาดับเบิลยูเอ็มแอลให้เป็นภาษาเอชทีเอ็มแอล

2.4 WAPพรอกซี่

WAP พรอกซี่ (WAP Proxy) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวกลางระหว่างเครื่องลูกข่าย (Client Mobile) และเครื่องบริการเว็บในระบบWAP ซึ่งจะทําหน้าที่ในการเก็บเอกสารที่เครื่องลูกข่าย เรียกใช้จากเครื่องบริการเว็บบ่อย ๆ ไว้ในตัว เมื่อเครื่องลูกข่ายร้องขอเอกสารเหล่านั้น WAP พรอกซี่ก็จะส่งเอกสารไปให้แก่เครื่องลูกข่ายเอง โดยไม่ต้องเสียเวลาให้เครื่องบริการเว็บส่งเอกสารนั้น ๆ มาใหม่ทุกครั้งเมื่อเครื่องลูกข่ายร้องขอ

2.5 เครื่องลูกข่าย

เครื่องลูกข่าย (Client Mobile) คือ เครื่องโทรศัพท์มือถือที่จะใช้ในการแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยภาษาดับเบิลยูเอ็มแอล (WML) หรือ ภาษาดับเบิลยูเอ็มแอลสคริปท์ (WML Script) และอื่น ๆ โดยที่จะมีดับเบิลยูทีเอไอ (WTAI-Wireless Telephony Application Interface) ในการทําหน้าที่ในการประมวลผล แอพพลิเคชั่นให้กับโทรศัพท์มือถือ ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องลูกข่ายกับเครื่องบริการเว็บมีขั้นตอน ดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 แสดงการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องลูกข่ายกับเครื่องบริการเว็บ

3. การทํางานของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP

ความสามารถของอย่างหนึ่งของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ก็คือการทํางานเป็นพรอกซี่เซิร์ฟเวอร์ และแคช ด้วยเช่นกัน แต่หน้าที่หลักจริงๆของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ก็คือ แปลงรูปแบบการสื่อสารระหว่างฝั่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและฝั่งเครือข่ายไร้สาย หรือที่เรียกว่าโพรโตคอลคอนเวอร์ชัน (Protocol Conversion) และมีขั้นตอนการทํางานของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ดังนี้

1)     ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ (Client Mobile) ส่งยูอาร์แอล (URL) ของเอกสารที่ต้องการไปยังเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP โดยส่งเป็นคําร้องขอในรูปแบบโพรโตคอลดับเบิลยูเอสพี (WSP request)

2)     เครื่องที่รองรับช่องทางแว๊พ ทำการถอดรหัส (decode) คําร้องขอที่อยู่ในรูปแบบไบนารี ( WSP request) เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปของคําร้องขอแบบเอชทีทีพี (HTTP request) โดยอาจอาศัยตาราง แม็พพิง(mapping table)ที่มีอยูในเครื่องที่รองรับช่องทางแว๊พ เป็นตัวช่วย (ทั้งนี้วิธีการถอดรหัสขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้ผลิตและพัฒนาระบบเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP แต่ละราย )

3)     เครื่องที่รองรับช่องทาง WAP สร้างการเชื่อมต่อ (connection) ไปยังเครื่องบริการเว็บ แล้วส่งคําร้องขอตามไปในรูปแบบโพรโตคอลเอชทีทีพี (HTTP request)

4)     เครื่องบริการเว็บจะประมวลผลคําร้องขอนั้นและตรวจสอบดูว่า เอกสารตามที่ร้องขอเป็นลักษณะซอร์ซโค๊ด ดับเบิลยูเอ็มแอล (WML Sourcecode)ธรรมดาหรือไม่ แต่ถ้าเอกสารนั้นเรียกการทํางานของสคริปต์ต่าง ๆ เช่น   ซีจีไอ (CGI) เอเอสพี (ASP) ก็จะต้องประมวลผลสคริปต์นั้นก่อน เพื่อให้กลายเป็นเอกสารดับเบิลยูเอ็มแอลธรรมดา

5)     เครื่องบริการเว็บ ส่งเอกสารกลับมายังเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP โดยส่งเป็นคําตอบกลับในรูปแบบโพรโตคอลเอชทีทีพี (HTTP response)

6)     เครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ก็จะเข้ารหัส (encode) ไปเป็นรูปแบบไบนารีโดยอาจจะอาศัยตารางแม็พพิง (mapping table) เป็นตัวช่วย อีกเช่นกัน

7)     เครื่องที่รองรับช่องทาง WAP สร้างการเชื่อมต่อไปยังเครื่องลูกข่ายแล้วส่งข้อมูลไบนารีนั้น เป็นคําตอบกลับในรูปแบบโพรโตคอลดับเบิลยูเอสพี (WSP response) ไปยังเครื่องลูกข่ายต่อไป

จากขั้นตอนการทํางานข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หน้าที่หลักของเครื่องที่รองรับช่อง ทาง WAP คือการแปลงรูปแบบข้อมูลให้เหมาะกับการสื่อสารในแต่ละฝั่ง เอกสารที่ส่งมาจากเครื่องบริการเว็บจะอยู่ในรูปข้อความและแท็กดับเบิลยูเอ็มแอลโดยอาศัยโพรโตคอลเอชทีทีพีช่วยในการส่งไฟล์เอกสาร แต่ที่เครื่องที่รองรับช่องทาง WAP เอกสารเหล่านั้นต้องถูกเข้ารหัสให้เป็นข้อมูลรูปแบบไบนารี เพื่อลดขนาดของข้อมูลให้เหมาะกับการสื่อสารในเครือข่ายแบบไร้สาย ทั้งนี้เป็นข้อกำหนดของโพรโตคอลของดับเบิลยูเอสพี (WSP-Wireless Session Protocol) ซึ่งเป็นหนึ่งในโพรโตคอลของ WAP ที่บังคับว่า ข้อมูลต้องเป็นรูปแบบไบนารี จึงจะส่งได้ ลักษณะการทำงานดังรูป 4 และ 5

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหน้าที่ของโพรโตคอลดับเบิลยูเอสพี คล้ายคลึงกับโพรโตคอลเอชทีทีพี แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันหมดทุกอย่าง และในแง่ของขั้นตอนการทํางานของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับพรอกซี่เซิร์ฟเวอร์ แต่ในแง่ของหน้าที่แล้วไม่เหมือนกัน เพราะการแคชเก็บสํารองข้อมูลหรือเอกสาร เป็นเพียงหน้าที่เสริมของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP เท่านั้น นอกจากนี้หน้าที่ปลีกย่อยอื่นๆ ของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP ก็จะต่างกันไปแล้วแต่ผู้ผลิต

หน้าที่หลักของเครื่องที่รองรับช่องทาง WAP

1)       รองรับโพรโตคอล WAP และชุดโพรโตคอลใน อินเทอร์เน็ต

2)     โพรโตคอลคอนเวอร์ชัน  (Protocol Conversion) คือการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้ตรงตามที่กำหนดของโพรโตคอลที่ใช้ในฝั่งอินเตอร์เน็ตกับฝั่งเครื่องลูกข่าย

3)       เข้ารหัสเอกสารดับเบิลยูเอ็มแอลให้เป็นข้อมูลรูปแบบไบนารี

4)       คอมไพล์โค๊ดดับเบิลยูเอ็มแอลสคริปต์ (WML Script)

5)       เป็นพรอกซี่เซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้บริการข้อมูลที่ถูกเรียกใช้บ่อย ๆ

6)       ดูแลจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

7)       เปลี่ยนเอกสารเอชทีเอ็มแอล ที่ได้รับจากเครื่องบริการเว็บให้เป็นเอกสารดับเบิลยูเอ็มแอล

รูปที่ 4 แสดงขั้นตอนการทำงานของเครื่องรองรับช่องทาง WAP

รูปที่ 5 แสดงขั้นตอนการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ

ประโยชน์ของ  WAP ที่มีต่อชีวิตประจำวัน

                1.  การรับทราบข่าวสารและการรายงานต่างๆ   หากคุณจะต้องนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวสารตลอดเวลาหรือจะต้องมานั่งเสียเวลาติดตามข่าวสารทางหน้าหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ ด้วยเทคโนโลยีนี้เองที่ทำให้คุณสามารถประหยัดเวลาเหมือนกับเป็นการย่อโลกให้อยู่ในมือคุณ

                2.  การนัดหมาย  แน่นอนว่าหากคุณสามารถรับทราบข่าวสารต่างๆ ได้จากทั่วทุกมุมโลกได้แล้วคงจะไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะสามารถทำการบันทึกตารางการนัดหมายต่างๆ เก็บไว้ในหน่วยความจำของอุปกรณ์เหล่านี้

                3.  การทำธุรกรรมต่างๆ   เช่น   การโอนเงินผ่านทางธนาคารเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ แต่การจะใช้บริการนี้ได้คุณก็จำเป็นจะต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่รองรับการให้บริการนี้  ซึ่งถือเป็นบริการที่อำนวยความสะดวกอีกทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย

                4.  เพื่อความบันเทิงของผู้ใช้  เทคโนโลยีนี้ยังได้มีการเพิ่มในส่วนของความบันเทิงให้กับผู้ใช้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง   เล่นเกมซึ่งก็มีให้เลือกใช้บริการได้ตามความพอใจ

                5.  ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย   จากประโยชน์ที่ได้กล่าวมาในข้างต้นทำให้เราเห็นว่าหากมีการใช้บริการเทคโนโลยีนี้ได้เต็มที่จริง แน่นอนว่าการเดินทางเพื่อต้องไปติดต่อเพื่อจัดการในเรื่องต่างๆ เหล่านี้คงจะลดลง  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราจะสามารถประหยัดไปได้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก

ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี WAP

                – ผลกระทบต่อ ISP (Internet Service Provider) หรือผู้ให้บริการเกี่ยวกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่าบรรดา ISP ทั้งหลายก็จะต้องทำการติดตั้ง Server หรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่ติดต่อกับชุมสายโทรศัพท์ถือได้ อย่างทั่วถึงซึ่งในช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นช่วงของการทดสอบระบบเท่านั้นแต่ก็คงจะต้องมีการปรับปรุงตามมาอีกเป็นระยะๆ แน่นอน แต่ก็ยังต้องทำการพัฒนาให้มีความหลากหลายของ website มากขึ้นไปอีก

                – ผลกระทบต่อผู้ผลิต สำหรับตัวผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้แม้จะพยายามทำการปรับปรุงให้สินค้าของตนเพียบพร้อม ไปด้วยความสามารถมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถฉุดให้เรตติ้งของยอดขายเพิ่มได้มากขึ้นสักเท่าไร ทั้งนี้ก็คงจะเป็นเพราะของเดิม ที่เคยใช้งานกันอยู่ก็ยังคงใช้ได้ดี อีกทั้งผู้บริโภคหลายๆก็ยังคิดว่าไม่มีความจำเป็นมากมายอะไรที่จะต้องเสียเงินเพื่อหาซื้ออุปกรณ์ที่สามารถรองรับเทคโนโลยี WAP ได้มาใช้งาน เพราะเพียงแค่การได้ติดต่อสนทนากับผู้คนในทุกที่ทุกเวลาก็คงจะเพียงพอแล้ว เว้นเสีย แต่ว่าผู้ผลิตจะทำการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ประเภทซื้อเครื่องแถมเครื่อง หรือโทรฟรีห้าปีสิบปี ซึ่งถ้าผู้ผลิตยอมที่จะลงทุน ถึงขนาดนี้ก็คงได้ผลเกินคาดแน่นอน

อนาคตของเทคโนโลยี WAP

                การตื่นตัวและให้ความสนใจอย่างมากต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการข้อมูลผ่านเครือการตื่นตัวและให้ความสนใจอย่างมากต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายหรือเครื่องลูกข่าย ผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เริ่มหันมาร่วมมือกันวางข้อกำหนดในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานอันเป็นหนึ่งเดียวให้กับอุตสาหกรรมสื่อสารข้อมูล WAP Forum ถือเป็นผลสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว และยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อวางข้อกำหนดโปรโตคอลสำหรับใช้ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการผ่านสภาวะแวดล้อมสื่อสารไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นบริการพื้นฐานทางโทรศัพท์หรือการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากมาตรฐาน WAP ได้รับการยอมรับใช้งานจนประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับมาตรฐาน TCP/IP เชื่อแน่เหลือเกินว่าการปฏิวัติในวงการสื่อสารไร้สายคงเกิดขึ้นอย่างมาก และเป็นผลผลักดันให้เบราเซอร์ขนาดเล็กได้รับการพัฒนาต่อไปจนมีขีดความสามารถในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ทัดเทียมกับโปรแกรม Netscape ที่ทุกคนรู้จักกันดี ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ทั้งผู้ให้บริการข่าวสารข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่างก็มีความสำคัญต่อความสำเร็จของเทคโนโลยี WAP หากมองไปถึงโลกการเชื่อมต่อผ่านคู่สายโทรศัพท์ตามบ้าน คงจะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเป็นส่วนหนึ่งของบ้านพักอาศัยทั่วโลก เมื่อกลับมามองดูถึงผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกวันนี้บริการที่มีอยู่ทั่วโลกก็ยังคงเป็นเพียงเรื่องของการสื่อสารแบบสนทนา จะมีบริการเสริมพิเศษบ้างก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่แต่อย่างใด ในขณะที่ตัวผู้ใช้บริการเองนั้นต่างหวังและรอคอยรูปแบบการให้บริการที่เปิดโอกาสสำหรับการสืบค้นข้อมูลหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ตามต้องการเสมือนกับการท่องอินเทอร์เน็ตในบ้านของตน เพียงแต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้จะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่เท่านั้นเองในระยะแรกของการเปิดให้บริการต่าง ๆ ตามรูปแบบของ WAP จะอยู่ในรูปของการให้บริการแบบ Short Message โดยตั้งใจให้เป็นการศึกษาพฤติกรรมและผลการตอบสนองของบริการในช่วงแรก ๆ แม้ว่าเครือข่าย GSMในปัจจุบันไม่สามารถรองรับการส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูง ๆ สำหรับข้อมูลแบบมัลติมีเดียและการท่องเที่ยวไปในเว็บแบบเต็มรูปแบบได้ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานเครือข่ายโดยการเพิ่มเทคโนโลยี GPRS ซึ่งจะช่วยทำให้เครือข่าย GSM เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการรับส่งข้อมูลได้สูงถึง 115 กิโลบิตต่อวินาที เมื่อถึงเวลานั้นการสืบค้นข้อมูลและท่องไปในโลกอินเทอร์เน็ตโดยใช้เครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็จะเป็นไปได้ด้วยประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับการใช้คู่สายโทรศัพท์ตามบ้านมากขึ้น

WAP ในไทย

                สำหรับการเปิดบริการมือถืออินเทอร์เน็ตในไทยนั้น ขณะนี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ 2 ราย คือ เวิลด์โฟน 1800 และ จีเอสเอ็ม 2 วัตต์ ได้เปิดตัวออกมาในฐานะเจ้าของเกตเวย์และเปิด Portalsite (เว็บไซต์ท่า) ขึ้นมาให้บริการโดยเว็บไซต์ท่าจะทำหน้าที่เป็น ประตูทางเข้าสู่บริการมือถืออินเตอร์เน็ตโดยในส่วนของ TAC จะอยู่ที่เว็บไซต์ wap.djuice.co.th และ AISจะอยู่ที่เว็บไซต์ wap.mpocket4u.com ซึ่ง ณ. เวลานี้มีเพียงเว็บไซต์ท่า 2 แห่งนี้เท่านั้น และถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ท่าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเลยก็ว่าได้เพราะได้รวบ รวม ลิงค์ ต่าง ๆ ไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นการในประเทศและต่างประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นในการเล่น WAP ได้ดีทีเดียวในขณะที่รายอื่น ๆ จะเป็นเพียงผู้ให้บริการข้อมูลเท่านั้น (Content Provider)

                รูปแบบการให้บริการ ทั้ง TAC และ AIS ได้กำหนดรูปแบบธุรกิจมือถืออินเทอร์เน็ตของบรรดาผู้พัฒนาข้อมูลสำหรับ WAP (ในที่นี้เรียกว่า WAP SITE) ไว้ 3 รูปแบบ คือ TAC และ AIS จะเป็นผู้เปิดเว็บไซต์ท่า สำหรับมือถืออินเตอร์เน็ตเอง (Wep Portal) จากนั้นก็คัดเลือกข้อมูลจาก WAP Site ต่าง ๆ มาให้บริการแล้ว ซึ่งผู้พัฒนา WAP Site จะมีรายได้จากส่วนแบ่งของการเข้ามาดูข้อมูลลูกค้า (คิดเป็นครั้ง ๆ ละ 0.25 – 2 บาท) เปิดให้ WAP Site รายอื่นมาเช่าให้เกตเวย์ (ปัจจุบันในต่างประเทศคิดอัตราเป็นหมื่นบาทต่อเดือน แต่ในไทยยังไม่กำหนด) วิธีนี้เจ้าของ WAP Site จะสามารถเลือก และบริหารข้อมูลได้ด้วยตนเอง สำหรับเจ้าของเกตเวย์ในไทยที่สามารถไปเจรจาเช่าได้ที่ TAC,AIS ,Ericsson, NOKIA, SIEMENS , MWEB ได้เปิดให้ WAP Site รายอื่นสามารถตั้งเกตเวย์ได้เอง แต่ยังใช้โครงข่ายโทรศัพท์มือถือของทั้งสองราย ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดทั้ง TAC และ AIS จะมีรายได้จากค่าแอร์ไทม์ต่อนาทีเช่นเคย (ปัจจุบันคิดนาทีละ 3 บาท)

การก้าวเข้าสู่ G3 ของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่

                ข่าวใหญ่ของวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่คือพัฒนาการกำลังก้าวเข้าสู่ยุค G3 หรือยุคที่สาม ในยุคแรกเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ระบบ อเบ้าล้อก เช่น ระบบ AMPS-Aduanced Mobile Phone Service ที่เน้นการใช้งานคลื่นเสียง แต่ด้วยการขยายตัวขณะเดียวกันแถบความถี่หรือแบนด์วิดธ์ ของการใช้งานก็มีจำกัด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนางานทางด้านเทคนิคให้รองรับการใช้งานที่มีความต้อง การใช้สูงได้ ระบบต่อมาในยุคที่สองจึงต้อง หันมาใช้ระบบดิจิตอล และที่เรารู้จักกันก็คือ GSM- Global System for Mobile Communication ลักษณะการรับค่าเป็นสัญญาณดิจิตอล โดยใช้ระบบ การแบ่งเวลาที่เรียกว่า TDMA-Time Division Multiple Access ระบบ GSM ที่อยู่ในยุคที่สองเป็นช่องสัญญาณเสียงเป็นหลัก โดยใช้แถบขาเข้าเพียงประมาณ 9 กิโลบิตต่อหนึ่งช่องเสียง ความเร็วขนาด 9 กิโลบิตต่อ วินาทีคงไม่พอเพียงกับการเชื่อมต่อเครือข่ายของอุปกรณ์มือถือ ซึ่งกำลังเน้นการประยุกต์ที่ต้องการความเข้าใจในการรับค่ามากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องพัฒนาต่อโดยพัฒนาระบบ WCDMA (Wideband Code Division Multiple Access) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ขยายช่องสัญญาณได้ มากขึ้นและได้แถบกว้างขึ้น การพัฒนาจาก GSM ที่ใช้เทคนิค TDMA มาเป็น WCDMA เป็นมาตรฐานที่สำคัญของการพัฒนาระบบ GSM ขณะเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกาก็พยายามพัฒนาระบบ G2 ซึ่งเป็น TDMA ขยายต่อโดยใช้ชื่อเทคโนโลยีที่ EDGE-Enhance Data Rate for GSM ซึ่งก็เป็นการพัฒนา เข้าสู่ G3 เช่นกัน บริษัท โคโดโม ของญี่ปุ่นได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ในต้นปี 2544 โทรศัพท์เคลื่อนที่ G3 ต้องมีความเร็วในการรับค่ากับสถานีที่อยู่กับที่ได้ถึง 2 เมกะบิต ต่อวินาที และสำหรับสถานีเคลื่อนที่สามารถรับส่งได้ด้วยความเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีความเร็วขนาดรับส่งข้อมูล 384 กิโลบิตต่อวินาทีพอเพียงที่จะรับค่าระบบมัลติมีเดีย นั่นหมายถึงการส่งสัญญาณวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวหรือข้อความ พร้อมรูปภาพได้อย่างดียิ่ง เช่น เป็นเบราเซอร์อยู่ในตัว คอมพิวเตอร์มือถือจึงพัฒนาในแนวทางที่เดินเข้าหาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะเดียวกันระบบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เดินเข้าหาอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน

สรุป

                ทุกครั้งเมื่อมีเทคโนโลยีชนิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น คำถามที่ต้องเกิดตามขึ้นมาโดยปริยายก็คือ เทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่ใด และมีความสำคัญเพียงใดที่ต้องเดินตามเทคโนโลยีดังกล่าว ในมุมมองของผู้ใช้บริการแล้วเทคโนโลยี WAP มีความโดดเด่นในเรื่องของการเพิ่มความสะดวกในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีการจัดเตรียม หรือปรับแต่งเครื่องโทรศัพท์ของตนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผู้บริหารแหล่งข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของเว็บไซท์ต่าง ๆบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คำถามดังกล่าวย่อมต้องการคำตอบที่เหมาะสมและมีน้ำหนักเพียงพอที่จะชักจูงให้ตัดสินใจลงทุนให้บริการดังกล่าว ในส่วนของผู้ให้บริการเครือข่ายเทคโนโลยี WAP กำลังจะกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดอัตราการยกเลิกการใช้บริการของผู้ใช้บริการลดต้นทุน และยังเป็นการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าผู้ใช้งาน ทางด้านของผู้ให้บริการข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอง จะพบว่าการโปรแกรมสำหรับใช้งานเป็นไปตามมาตรฐานภาษาแบบ WML ( Wireless Markup Language) ซึ่งมีรูปแบบเป็นไปตามมาตรฐาน XML (eXtensible Markup Language) ซึ่งโปรแกรมเมอร์ทุกคนมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว และด้วยการออกแบบรูปแบบการพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานอินเทอร์เน็ต ทำให้การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ตามมาตรฐาน WAP เป็นไปได้โดยง่าย และสามารถเสร็จสิ้นลงได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากการที่มาตรฐาน WAP เป็นข้อกำหนดสากลและยังเป็นมาตรฐานเปิด ผู้ให้บริการข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงสามารถศึกษาข้อมูลและพัฒนาโปรแกรมหรือบริการพิเศษเพื่อดึงกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความต้องการแตกต่างกัน เป็นการสร้างฐานลูกค้าที่ทำได้โดยง่าย

                ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากเทคโนโลยี WAP ก็คือความสะดวกและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระดับสูง ซึ่งเพียงพอสำหรับการรับส่งข้อมูลโต้ตอบกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นบริการธนาคารผ่านโทรศัพท์ บริการบันเทิงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ในองค์กรเอกชนต่าง ๆ ก็ยังสามารถสร้างบริการเชื่อมต่อฐานข้อมูลจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านทางเทคโนโลยี WAP และเนื่องจากการที่บรรดาเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากสนับสนุนการให้บริการ WAP อยู่แล้วจึงทำให้ผู้บริโภคมีอิสระอย่างมากในการเลือกซื้อเครื่องลูกข่ายของตน และเลือกบริการพิเศษตามที่ตนต้องการ ทั้งนี้ผู้ใช้งานจะสามารถร้องขอและได้รับข้อมูลที่ต้องการภายใต้การควบคุมของตนเอง ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ภายในเวลาที่รวดเร็ว และเป็นไปในราคาประหยัด ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี WAP เนื่องจากเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทุกคนจากความคาดหวังเริ่มต้นของกลุ่มผู้วางมาตรฐาน WAPมาสู่ปัจจุบัน และต่อไปสู่การใช้งานจริงในอนาคตอันใกล้

แหล่งที่มา

Cover  Web :  Mobile Internet เทคโนโลยียุค G3 ผสานชีวิตคุณกับอินเทอร์เน็ต หน้า 28 – 32.

Vuttiphong. WAP คืออะไร?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.expert2you.com/view_article.php?

art_id=236. (วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

WAP (Wireless Application Protocal). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.it.co.th/mobile.php?act=WAP.

(วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

WAP : Wireless Application Protocol. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.med.cmu.ac.th/eiu/informatics/

Literacy/computer/3g/prayod%20network.html. (วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

WAP : Wireless Application Protocol. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.zabzaa.com/mobile/wap.htm.

(วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

WAP คืออะไร?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.mrpalm.com/board/view_board.php?id=101027.

(วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

การก้าวเข้าสู่ G3 ของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.sci.nu.ac.th/information-

it/index.php?topic=1802.0. (วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

ตลาด WAP กับ Mobile Internet  หน้า 33 – 35.

ธรรมรัฐ พุแค (วิชาการ.คอม). เทคโนโลยีไร้สาย WAP (Wireless Application Protocol). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้

จาก http://www.vcharkarn.com/vblog/33348. (www.vcharkarn.com).

(วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

ฝ่ายพัฒนาระบบสารสนเทศ 2545. WAP  รูปแบบเทคโนโลยีไร้สายยุค G3. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้

จาก http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/techno2/hotit/web/wap.html.

(วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

ร.ท.อนุโชต วุฒิพรพงษ์ และคณะ. 2543. สร้างWAPด้วยWML Script. กรุงเทพ : อินโพเพรส.

วารสาร NECTEC ปีที่ 7  ฉบับที่ 34  พฤษภาคม – มิถุนายน 2543  COVERSTORY : WAP  รูปแบบเทคโนโลยีไร้

สายยุค G3 โดย  :  ไพศาล เกียรติธนานันท์ หน้า 6 – 10.

วารสาร “คอมพิวเตอร์”  สกู๊ป : อี – คอมเมิร์ซในยุค “แวพ” กับกลยุทธ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน หน้า 56 – 59.

สราวุธ อ้อยศรัสกุล. 2544. เปิดมิติ Mobile Internet ด้วย WAP. กรุงเทพ : วิตตี้ กรุ๊ป

สำนักบริการคอมพิวเตอร์. คอมพิวเตอร์มือถือกับอินเตอร์เน็ต. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.ku.ac.th/e-

magazine/february45/it/comnet.html. (วันที่สืบค้นข้อมูล 10 กุมภาพันธ์ 2553).

ไอทีซอฟต์( IT.SOFT )  ปีที่ 9  ฉบับที่ 98  ประจำเดือนพฤษภาคม 2543  คอลัมน์ “หรือ WAP จะไม่ WORK”  

                หน้า 128 – 129.

Assignment2 :: Social Networking สังคมเสมือนจริง

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน กุมภาพันธ์ 20, 2010

                “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” มนุษย์นั้นแท้จริงแล้วอ่อนแอจำเป็นต้องอยู่รวมกัน วิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อาจเริ่มตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มรู้จักสื่อสารกันด้วยภาพ ด้วยท่าทาง ด้วยการเขียน ด้วยคำพูด เพื่อที่จะสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นก่อเกิดเป็นกลุ่มสังคมขึ้นมา เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จากสภาพความจริงที่เป็นอยู่ โลกแห่งความเป็นจริงนั้น สภาพสังคมในเมืองใหญ่ ผู้คนเริ่มอยู่กันตัวใครตัวมัน ผู้คนในชนบทต่างหลั่งไหลเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อเป็นแรงงานและทรัพยากรหล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในขณะเดียวกันวิถีชีวิตอย่างเมืองใหญ่ก็แทรกซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนชนบท จนมีการเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด เช่น เริ่มสังเกตเห็นว่าอินเตอร์เน็ตได้เข้าสู่ชนบทบ้างแล้ว ซึ่งคือทุกที่ที่สายโทรศัพท์เชื่อมโยงไปถึงก็จะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ นั่นคือสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตของเมืองใหญ่อย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง ในโลกของอินเตอร์เน็ตจึงได้เกิดเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายสังคมขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในพื้นฐานของคำว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมนั่นเอง

สังคมเสมือน หรือว่า Social Networking คือการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน เช่น MySpace,  Hi5, Facebook เป็นรูปแบบของสังคมประเภทหนึ่ง ที่มาออนไลน์อยู่บนอินเตอร์เน็ต (หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสังคมเสมือน “Virtual Communities) หรืออาจจะเรียกว่า Online Community โดยที่สังคมที่เราใช้ชีวิตตอนนี้จะเรียกว่า Offline  สังคมดังกล่าว มีการขยายตัวแบบ Network หรือเครือข่าย หากสรุปตามความเข้าใจของคนโดยทั่วไป Social Networking เป็นสังคมที่เราสามารถรู้จักเพื่อนๆของเพื่อน และทำให้เป็นเพื่อนของเราได้         อีกด้านหนึ่ง เพื่อนของเรา อยากรู้จักเพื่อนๆของเรา  ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเป็นการรู้จักกันต่อไปเป็นทอดๆ คล้ายเครือข่ายใยแมงมุม ที่โยงกันไปมาได้

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า Social Networking นี้ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าผู้คนทั่วโลกเลยทีเดียวที่รู้จัก Social Networking แต่การที่จะสร้างสังคมเสมือนนี้ให้ประสบความสำเร็จนั้นก็ไม่ได้ง่ายเลยทีเดียว หลักการพื้นฐานของสังคมทั่วไป ที่จะทำให้สังคมนั้นๆ น่าอยู่ อยู่ได้นานๆ และขยายตัวได้ มีการเจริญเติบโตตามสมควร คือ พื้นฐานของการให้และรับ (Give & Take) การแบ่งปัน (Sharing & Contribution)  เป็นหลักการพื้นฐานของจิตวิทยาด้านสังคม (Social Psychology) และสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์

Peter Kollock ได้ให้กรอบจำกัดความเรื่อง แรงจูงใจในการ Contribute ใน Online Communities มีอยู่ 4 เหตุผล คือ    (อ้างอิงจากหนังสือ “The Economies of Online Cooperation: Gifts and Public Goods in Cyberspace” ของ Peter Kollock)

1.) Anticipated Reciprocity – การที่นาย ก. ได้ให้ข้อมูล ความรู้ กับ Online Community นั้นบ่อยๆมีแรงจูงใจมาจากการที่ ตัวนาย ก. เอง ก็ต้องการจะได้รับข้อมูล ความรู้ อื่นๆกลับคืนมา

2.) Increased Recognition – ความต้องการมีชื่อเสียง และเป็นที่จดจำของคนใน Online Community นั้นๆ เช่น การให้คะแนน ให้ดาว คนที่ตอบคำถามเก่งๆใน Community ทำให้คนคนนั้นดูมียศเหนือกว่าคนอื่น  

3.) Sense of efficacy – ความรู้สึกภาคภูมิใจ คนที่ Contribute อะไรแล้วเกิด Impact กับ community นั้น ย่อมทำให้คนๆนั้นมีความภาคภูมิใจ

4.) Sense of Community – การมีปฏิสัมพันธ์กันหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างคนในสังคมนั้นๆ เหมือนมีคนมาตั้งกระทู้หรือเขียนบทความ เมื่อมีคนมาอ่านเจอ ก็อยากแสดงความคิดเห็นของตัวเอง การที่ความคิดคนหนึ่ง มีอิทธิพลเหนือคนกลุ่มหนึ่ง หรือ การมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างร่วมกัน เช่น การรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังทางการเมือง หรือ การรวมตัวกันเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่างบน Online Community

 

 จากตัวเลข traffic จะเห็นอย่างชัดเจนเลยว่า traffic ของ Facebook กำลังเข้าใกล้ MySpace อีกเพียงไม่       กี่ล้าน Facebook ก็จะกลายเป็น Social Network อันดับหนึ่งของอเมริกัน เพราะผู้ใช้ใช้เวลาบน Facebook มากกว่า Myspace 3 Social network ที่กำลังมาแรงด้วยตัวเลขเติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ Twitter (664%), Tagged (421%) และ Ning (303%) ส่วน Social network ที่ traffic ร่วงลงก็มี Meetup (-7%), Flixster (-6%) และ MySpace (-3%) Source:  Mashable และ Nielsen Online

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลในปี 2008 ที่ถูกเก็บแล้วนำมาแสดงในเดือนมกราคม 2009 ที่เว็บ Marketing Oops! แต่เพียงไม่กี่อาทิตย์ต่อมา ทางเว็บ Marketing Oops! ได้ตัวเลข stat เดือนล่าสุด (ม.ค. 2009) แสดงอย่างชัดเจนว่า Facebook มีคะแนนนำ Myspace ไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะใหญ่กว่า Myspace ประมาณ 20%   ดูเหมือนตัวเลขจะมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผู้ใช้ Facebook ในแต่ละเดือนนั้นเป็นหลัก 10 ล้าน และมากกว่า Myspace เสียด้วย หากเปรียบตัวเลขเดือน ธ.ค. 2008 กับ ม.ค. 2009 Facebook โตขึ้นไปอีก 14.9%  มีผู้ใช้ทั้งหมด 68.5 ล้านคนทั่วโลก ในขณะที่ Myspace มี 58.5 ล้านคน ส่วน Twitter ถ้าหากเปรียบกับเว็บใหญ่ทั้งสอง ก็ยังคงดูเล็กอยู่  แต่อัตราการเติบโตนั้นมีสูงเหมือนกัน คือ 812.7% จากปี 2007 – 2008  และเติบโต 34.7% จาก ธ.ค. 2008 – ม.ค. 2009  รวมตัวเลขผู้ใช้ทั้งหมด 5.9 ล้านคนทั่วโลก (ตัวเลขเดือนม.ค. 2009) เพียงแค่หนึ่งเดือนผ่านไป ตัวเลข social network ก็เติบโตสวนวิกฤติเศรษฐกิจ ฉะนั้นในปัจจุบันไม่ต้องแปลกใจเลยว่า social network จะเติบโตขึ้นมากขนาดไหน

ตัวเลขเปรียบเทียบ Unique Visitors รายเดือนของ Facebook, Myspace และ Twitter

                มีรายงานการสำรวจชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับผู้บริโภค และแบรนด์บน Social Network เป็นผลการสำรวจที่มีประโยชน์มากสำหรับแบรนด์ที่ทำการตลาดบนเว็บไซต์สังคมออนไลน์อย่าง Facebook, MySpace และ Twitter

การสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย Razorfish บริษัทที่รับทำ Online Marketing จากเมืองเซี่ยงไฮ้ กับการสำรวจกลุ่มคน 1,000 คน เกี่ยวกับการร่วมเป็นเพื่อนหรือเป็น Fan กับแบรนด์บน Social network โดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคมีการสื่อสารกับแบรนด์อย่างไร

ผลสำรวจบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์บน Social Network

คำถามแรกถามผู้บริโภคว่าเคยเป็นเพื่อนกับแบรนด์บน Facebook หรือ MySpace หรือไม่ 40.10% บอกว่าเคย ตัวเลขอาจจะน้อยเมื่อเทียบกับ 59.90% ที่ตอบว่าไม่เคย แต่หากนึกถึงตัวเลข 40% ของ 300 คนที่ใช้ Facebook เทียบเท่ากับ 120 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ติดตามแบรนด์บน Twitter

43.5% บอกว่ารู้สึกได้ข้อเสนอที่ไม่เหมือนใคร

23.5% บอกว่าเป็นลูกค้าของแบรนด์นั้นอยู่แล้ว

22.7% บอกว่าแบรนด์นั้น tweetsข้อความที่น่าสนใจและได้สาระบันเทิง

6.3% บอกว่า มีคนรู้จักตามอยู่ เลยตามด้วย

3.5% บอกว่า เพื่อต้องการบริการหลังการขาย และรับรู้ข่าวสารของแบรนด์

0.4% คือเหตุผลอื่น

ผลสำรวจนี้ ค่อนข้างมีประโยชน์ต่อแบรนด์ทำการตลาดบน Twitter และ Facebook Fan Page เป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าผู้บริโภคจะยิ่งติดตามแบรนด์ของคุณ ถ้าเขาจะมีสิทธิ์ได้รับบริการและข้อเสนอที่ไม่เหมือนใคร แต่อย่าลืมว่าการเรียกคนให้มา follow หรือเป็น fan นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง และการที่จะรักษา followersหรือ fan ให้อยู่กับ         แบรนด์นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน

เหตุผลหลักที่ติดตามแบรนด์ 

36.9% ตอบเหมือนคำถามก่อนหน้านี้ว่า ได้รับข้อเสนอที่ไม่เหมือนใคร

32.9% บอกว่าเป็นลูกค้าของแบรนด์นั้นอยู่แล้ว

18.2% บอกว่าแบรนด์นั้น tweets ข้อความที่น่าสนใจและได้สาระบันเทิง

6.2% บอกว่ามีคนรู้จักตามอยู่ เลยตามด้วย

5% บอกว่า เพื่อต้องการบริการหลังการขาย และรับรู้ข่าวสารของแบรนด์

0.7% คือเหตุผลอื่น

ผู้บริโภคเคยติดตามแบรนด์ผ่านทาง Twitter หรือไม่ คำตอบ มีเพียง 25.5% ที่เคยติดตาม หากเปรียบเทียบชาว Tweetple ชาวอเมริกันที่มีจำนวน 18 ล้านคน ก็เท่ากับมีประมาณ 5 ล้านคนที่ติดตามแบรนด์

                จากรายงานสามารถสรุปได้ว่า แบรนด์ที่ต้องการทำการตลาดบน Social Networking นั้นไปถูกทางแล้ว เพราะผู้บริโภคยินดีติดตามและเป็นเพื่อนกับแบรนด์อย่างแน่นอน ถ้าได้บริการและข้อเสนอที่แตกต่างจากคนทั่วไป และหากแบรนด์มีการสื่อสารกับผู้บริโภคเป็นประจำก็จะยิ่งให้ประโยชน์กับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้ว นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังยินดีที่จะรับเรื่องราวที่น่าสนใจจากแบรนด์อีกด้วยซึ่งรวมไปถึงข้อมูลที่ได้สาระและบันเทิงต่อการใช้ชีวิต

ขอเสนอกราฟที่สามารถศึกษาได้ง่าย ในการเปรียบเทียบ ระหว่าง 3 Social Networking ที่น่าจับตามอง คือ Myspace, Facebook และ Twitter กราฟนี้ถูกจัดทำโดยหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune ใช้ตัวเลขจาก ComScore ความเคลื่อนไหวของทั้ง 3 แห่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2009 นี้ ซึ่ง Myspace กำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ เนื่องจากผู้คนหันมาใช้ Facebook กันมากขึ้น ซึ่งตัวเลขของ Facebook เติบโตอย่างสวยงาม ส่วน Myspace นั้นถดถอยลงสวนทางกัน และ Twitter เป็นนกตัวน้อยที่โตเร็วมากในปี 2009 อาจจะสรุปได้ว่า ปีนี้เป็นปีของ Facebook และ Twitter อย่างโดยแท้แน่นอน และ Facebook ก็ทิ้งห่าง Myspace กับ Twitter อยู่มากด้วย

ตัวอย่าง Social Networking ที่กำลังมาแรงในไทย

1. Hi5 (www.hi5.com)

เว็บ Hi5 เป็นเว็บที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย Hi5.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้บริการมาฝาก profile ของตัวเอง คล้ายๆกับ blog แต่ว่าจะเน้นที่ตกแต่งหน้าตา profile ให้สวยงาม ดึงดูดคนมาเข้า แต่จุดเด่นอยู่ที่ ระบบ network ที่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ หรือบังเอิญเจอเพื่อนเก่าสมัยมัธยมเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือเพื่อนของเพื่อน การเล่น hi5 ทำให้มีโอกาสได้เพื่อนใหม่ๆและ keep connect กับเพื่อนเก่าๆ ที่บางคนอาจจะเลือนหายไปกับความทรงจำ มีการเก็บรักษาความส่วนตัว วิธีการสมัครง่าย และวิธีการทำ hi5ให้สวยงามก็ง่าย

2. Friendster (www.friendster.com)

Friendster ได้ก้าวขึ้นมาสู่หัวแถวของ Social Network ในประมาณเดือนเมษายน ปี 2004 ก่อนจะถูกแซงโดย My Space ในเรื่องของผู้เข้าชมและจากการจัดอันดับของ Nielsen//NetRatings Frienster ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่แข่งของทั้ง Windows Live Spaces, Yahoo! 360, และ Facebook ในเวลาต่อมาก็ยังมี Hi5 ก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญอีกด้วย Google เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อ Friendster ในมูลค่า 30,000,000 $ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะทาง Friendster ตัดสินใจว่าต้องการเป็นของส่วนตัวมากกว่าที่จะยื่นขายให้กับ Google    

3. My Space (www.myspace.com)

My Space คือ เว็บบล็อก ที่ทาง msn ให้ผู้ที่ใช้ msn ได้เข้าไปใช้บริการกัน webblog คล้าย ไดอะรี่ โดยบล็อกจะมีความหลากหลายมากกว่า เพราะในบล็อก ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อที่นั้น จะเป็นผู้ที่ดูแลเนื้อหา ว่า จะให้เป็นแนวไหน หรือว่าจะเป็นเนื้อเรื่องอะไร My Space มีลูกเล่นค่อยข้างมากกว่าที่อื่นไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Layout, Music, Photo เป็นต้น รวมทั้งมีการแสดงให้เห็นใน Contact list ของ MSN อีกด้วย และสามารถกำหนดสิทธิคนที่จะเข้าดูได้หลายระดับ My Space เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของเครือข่ายชุมชน ชื่อดังเว็บหนึ่ง ให้บริการทำเว็บส่วนตัว บล็อก การเก็บ ภาพ วิดีโอ ดนตรี และเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มคนอื่น มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เบเวอร์ลีย์ฮิลส์  รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อ สิงหาคม พ.ศ. 2546 โดย ทอม แอนเดอร์สัน และ คริสโตเฟอร์ เดอโวล์ฟ ในปัจจุบันมีพนักงานกว่า 300 คน และในตัวเว็บไซต์มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 100 ล้านคน และมีผู้ลงทะเบียนใหม่ประมาณ 200,000 คนต่อวัน

4. Face Book (www.facebook.com)

Mark Zuckerberg ก่อตั้ง Facebook เว็บชุมชนออนไลน์ (Social-Networking Site) ที่กำลังได้รับความนิยมสุดขีดในขณะนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน ขณะยังเรียนอยู่ที่ Harvard ก่อนจะลาออกกลางคัน เจริญรอยตาม Bill Gates แห่ง Microsoft เพื่อเป็น CEO ของเว็บชุมชนออนไลน์ที่เขาก่อตั้งขึ้น ด้วยวัยเพียง 22 ปี ภายในเวลาเพียง 3 ปี เว็บที่เริ่มต้นจากการเป็นเว็บชุมชนออนไลน์สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย กลายเป็นเว็บที่มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียน 19 ล้านคน ซึ่งรวมถึงข้าราชการในหน่วยงานรัฐบาล และพนักงานบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ เข้าเว็บนี้เป็นประจำทุกวัน และขณะนี้กลายเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐ 1% ของเวลาทั้งหมดที่ใช้บน Internet ถูกใช้ในเว็บ Facebook

นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับเป็นเว็บที่ผู้ใช้ Upload รูปขึ้นไปเก็บไว้มากเป็นอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ โดยมีจำนวนรูปที่ถูก Upload ขึ้นไปบนเว็บ 6 ล้านรูปต่อวัน และกำลังเริ่มจะเป็นคู่แข่งกับ Google และเว็บยักษ์ใหญ่อื่นๆ ในการดึงดูดวิศวกรรุ่นใหม่ใน Silicon Valley นักวิเคราะห์คาดว่า Facebook จะทำรายได้ 100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ Zuckerberg เพิ่งปฏิเสธข้อเสนอซื้อของ Yahoo ซึ่งเสนอซื้อ Facebook ด้วยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่า Viacom เสนอซื้อ Facebook ด้วยเงิน 750 ล้านดอลลาร์ คำถามคือ การตัดสินใจของ Zuckerberg ครั้งนี้ ถูกต้องหรือไม่ ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา มีเว็บยุคใหม่ที่เรียกว่า Web 2.0 ที่โด่งดัง 2 แห่ง ที่เพิ่งถูกขายให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ นั่นคือ MySpace ที่ถูก News Corp ซื้อไปด้วยเงิน 580 ล้านดอลลาร์ และ YouTube ที่ยอมรับเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์จาก Google ขณะที่ในอดีตเว็บ Friendster เว็บชุมชนออนไลน์ที่โด่งดังเป็นเว็บแรก เคยปฏิเสธการเสนอซื้อด้วยเงิน 30 ล้านดอลลาร์จาก Google ในปี 2002 ซึ่งหากจ่ายเป็นหุ้น ป่านนี้คงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ แต่หลังจากนั้น Friendster ซึ่งเป็นเว็บรุ่นเก่า ก็ถูกบดบังรัศมีโดยเว็บรุ่นใหม่ๆ Facebook จะประสบชะตากรรมอย่างเดียวกับ Friendster หรือไม่ ในขณะที่เว็บชุมชนออนไลน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน

Zuckerberg ยอมรับว่าเขาเป็น Hacker แต่ไม่ใช่ในความหมายของนักเจาะระบบ Hacker ของเขาหมายถึงการนำความพยายามและความรู้ที่ทุกคนมีมารวมกัน แบ่งปันกัน เพื่อบรรลุสิ่งที่ดีกว่า เร็วกว่าหรือใหญ่กว่า ซึ่งคนๆ เดียวทำไม่ได้ โดยให้ความสำคัญกับการเปิดกว้าง การแบ่งปันข้อมูล เขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า Hackathon ใน Facebook ซึ่งคล้ายกับการระดมสมองสำหรับวิศวกร อย่างไรก็ตาม Facebook กลับมีกำเนิดมาจากการเจาะระบบจริงๆ เมื่อ Zuckerberg เรียนอยู่ที่ Harvard เขาพบว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีหนังสือรุ่นที่เรียกว่า Face Book ซึ่งจะเก็บรายชื่อนักศึกษาพร้อมรูปและข้อมูลพื้นฐาน เหมือนอย่างมหาวิทยาลัยทั่วไป Zuckerberg ต้องการจะทำหนังสือรุ่นออนไลน์ของ Harvard แต่ Harvard กลับปฏิเสธว่า ไม่สามารถจะรวบรวมข้อมูลได้ Zuckerberg จึงเจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของ Harvard และทำเว็บไซต์ชื่อ Facemash ซึ่งจะสุ่มเลือกรูปของนักศึกษา 2 คนขึ้นมา และเชิญให้ผู้เข้ามาในเว็บเลือกว่า ใคร “ฮอต” กว่ากัน ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้าไปในเว็บของ Zuckerberg 450 คน และมีสถิติการชมภาพ 22,000 ครั้ง ทำให้ Harvard ห้าม Zuckerberg ใช้ Internet และเรียกตัวไปตำหนิ เหตุการณ์จบลงโดย Zuckerberg กล่าวขอโทษเพื่อนนักศึกษา แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง

ต่อมา Zuckerberg จัดทำแบบฟอร์ม Facebook เพื่อให้นักศึกษาเข้ามาเขียนข้อมูลของตนเอง Thefacebook.com ซึ่งเป็นชื่อเริ่มแรกของ Facebook เปิดตัวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ นักศึกษาครึ่งหนึ่งของ Harvard ลงทะเบียนในเว็บแห่งนี้ และเพิ่มเป็น 2 ใน 3 ของนักศึกษา Harvard ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นเริ่มติดต่อ Zuckerberg ขอให้ทำหนังสือรุ่นออนไลน์ให้แก่มหาวิทยาลัยของพวกเขาบ้าง จึงเกิดพื้นที่ใหม่ใน Facebook สำหรับ Stanford และ Yale ภายในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โรงเรียนอีก 30 แห่งเข้าร่วมใน Facebook ตามมาด้วยโฆษณาที่เกี่ยวกับนักเรียนนักศึกษา และธุรกิจที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ทำให้เว็บชุมชนแห่งนี้ เริ่มสร้างรายได้หลายพันดอลลาร์

ขณะนี้ Facebook กำลังจะเพิ่มจำนวนวิศวกรจาก 50 คนอีกเท่าตัวภายในปีนี้ และเพิ่มจำนวนพนักงานบริการลูกค้าซึ่งมีอยู่ 50 คน เพราะจำนวนผู้ใช้รายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น 100,000 คนต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษของ Facebook เติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน (มีข่าวว่า เจ้าชาย Harry แห่งอังกฤษและเพื่อนสาวคนสนิทก็เป็นผู้ใช้ Facebook ด้วย) และ 28% ของผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด อยู่นอกสหรัฐฯ นอกจากนี้ อายุของผู้ใช้ Facebook เริ่มหลากหลายมากขึ้น ผู้ใช้อายุ 25-34 ปีมี 3 ล้านคน อายุ 35-44 ปีมี 380,000 คน และอายุเกิน 64 ปีมี 100,000 คน 3 ปีก่อน Zuckerberg มาถึง Palo Alto ด้วยมือเปล่า และยังเป็นนักศึกษาของ Harvard แต่ขณะนี้เขาเป็นผู้บริหารเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ที่กำลังฮอตที่สุด และเพิ่งได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมผู้นำการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่เมือง Davos สวิตเซอร์แลนด์ในปีนี้ รวมทั้งเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์อย่างไม่ใยดี

5. Orkut (www.orkut.com)

                กูเกิลใช้กลยุทธ์โปรเจคส่วนตัวนี้เพื่อสร้างเว็บไซต์ใหม่ๆขึ้นมาได้อย่างชาญฉลาด โดยเว็บไซต์นี้ใช้ชื่อว่า Orkut.com เพื่อใช้เป็นเว็บไซต์เชื่อมต่อระหว่างเพื่อนถึงเพื่อน ให้คุณสามารถสร้างความสนิทสนมได้บนความสะดวกสบาย การเป็น social networking นั้นอาจจะเรียกได้ว่า เป็นเน็ตเวิร์กกระชับมิตร เพราะด้วยความที่ให้บริการเป็นชุมชนออนไลน์ ผู้ใช้อาจจะใช้เครือข่ายนี้เป็นตัวเชื่อมต่อเพื่อพูดคุยกับเพื่อนฝูง หรืออาจจะหาเพื่อนใหม่เพื่อนัดเดท ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเว็บไซต์หาเพื่อน ที่เคยฮอตฮิตในเมืองไทยบ้านเราอยู่พักใหญ่ เว็บไซต์ที่เข้าข่าย social networking นี้ จะเปิดให้ผู้ใช้ตั้งชื่อ และเลือกชุมชนที่ต้องการ โดยจะสามารถโต้ตอบกับผู้คนที่อยู่บนเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย แต่ในบางประเทศก็มีการนำเอา social networking นี้มาใช้ในการพัฒนาชุมชน โดยใช้เครือข่ายเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อประชาชนในชุมชนกับกลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้ประชาชนในชุมชน สามารถถ่ายทอดปัญหาและความต้องการได้โดยตรง จุดนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในด้านการแสดงความคิดเห็น การเฝ้าระวังข้อมูล การมีส่วนร่วม การสะท้อนมุมมอง และการระดมทุน

ในงานแถลงข่าว Orkut.com มีการเปิดเผยรายละเอียดของเว็บไซต์นี้ว่า จุดประสงค์หลักของบริการจาก Orkut.com คือการช่วยให้คุณและเพื่อนๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยความสะดวกสบายมากขึ้นผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์นี้จะเปิดโอกาสให้เหล่าเพื่อนฝูงมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน การเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของ Orkut.com จะต้องได้รับเชิญจากคนที่เป็นสมาชิกอยู่ก่อนเท่านั้น อินเตอร์เฟสของ Orkut.com นี้มีลักษณะคล้ายกับเว็บไซต์ social networking ทั่วๆไปอย่างเช่น Friendster, Tribe.net เว็บไซต์กระชับมิตรเหล่านี้เป็นที่จับตามองอย่างมากในปีที่ผ่านมา

                แม้ว่าจะยังไม่มีใครสามารถทำกำไรมหาศาลจากเว็บไซต์ประเภทนี้ แต่โมเดลของ social- networking ก็เป็นที่จับตามองของบรรดานักลงทุนและผู้สร้างเว็บไซต์ทั้งหลาย ล่าสุดสำนักงานใหญ่ของกูเกิลที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งในการสร้าง Orkut.com นั้นออกมาบอกว่า กูเกิลกำลังสร้างจุดเด่นให้เหนือกว่าบรรดาเว็บไซต์ที่อยู่ในตลาดชุมชนออนไลน์ด้วยการพยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้วจากที่เห็นใน Blogger.com พัฒนาโดยกลุ่ม Pyra Labs

ชื่อเรียก Orkut นั้นมาจากชื่อผู้สร้างคือ Orkut Buyukkokten (ออกัต บายุกอกเท็น) ซึ่งเป็นวิศวกรของกูเกิลที่สนใจเรื่องของชุมชนออนไลน์ กูเกิลสนับสนุนการสร้าง Orkut.com ด้วยการให้วิศวกรสามารถใช้เวลาหนึ่งวันต่อสัปดาห์เพื่อทำโปรเจคส่วนตัวของแต่ละคนในเวลางาน Eileen Rodriguez (ไอลีน โรดริกูเอซ์) ประชาสัมพันธ์ของกูเกิลกล่าวอีกด้วยว่า หากโปรเจคไหนน่าสนใจก็จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ โดยการทดลองออนไลน์จริงเพื่อดูผลตอบรับจากบรรดานักท่องเน็ต โปรเจคส่วนตัวแแบบนี้ ทำให้เกิดบริการใหม่ๆที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

6. Bebo (www.bebo.com)

                Bebo เป็นเครือข่ายทางสังคมแห่งยุคอนาคตที่ทำให้นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยสามารถติดต่อกับเพื่อน หาเพื่อนที่ขาดการติดต่อกันไปนาน และพบปะกับผู้คนใหม่ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเวลาแค่ 7 เดือน เครือข่ายทางสังคมแห่งนี้ก็มีสมาชิกจดทะเบียนมากกว่า 22 ล้านรายที่เข้ามาดูหน้าเว็บเพจถึงกว่า 700 ครั้งต่อเดือน Bebo เป็นบริษัทเอกชนที่บริหารงานโดยทีมบริหารที่มีประสบการณ์ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทได้เปิดตัวเว็บไซท์เครือ ข่ายสังคมลำดับแรกๆคือ Ringo.com ซึ่งต่อมาเขาได้ขายเว็บดังกล่าวให้แก่ Tickle (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Monster ในปัจจุบัน) และล่าสุด อดีตประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจจาก Friendster ได้เข้ามาร่วมงานกับ Bebo นอกจากนี้ ทีมงานของ Bebo.com ยังเปิดเว็บไซท์อีกเว็บที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก (word of mouth) นั่นคือ BirthdayAlarm.com ซึ่งมีสมาชิก 40 ล้านคน

Bebo เป็น Social Network ที่ถูกออกแบบมาดี โทนสีของเว็บไซต์ดูแล้วสบายตา ใช้งานง่าย มีการจัดระบบติดต่อผู้ใช้ได้ดี คนที่ไม่มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด รูปร่างหน้าตาของบล็อกดูไม่รกหูรกตา รองรับการปรับแต่งได้หลากหลาย

การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน Social Networking ของบริษัท Next Up

ได้แบ่ง ชนิดของ Social Network เป็นการจัดหมวดของ NextUp 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1. SNS ครอบจักรวาล (Facebook, MySpace)

2. ใช้งานซีเรียส เช่น LinkedIn, Xing

3. บล็อก/ไมโครบล็อก (Twitter)

อัตราการใช้งาน Social Network

แม้ว่า Social Network ยังไม่ใช่บริการชนิดที่นิยมที่สุดบนเว็บ (อันดับ 4; อันดับ 1 คือ Search; คิดเป็น penetration rate คืออัตราต่อผู้ใช้เน็ตทั้งหมด) แต่ก็มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอีเมลล์เป็นเท่าตัว

จำนวนผู้ชม-ใช้งานแต่ละเว็บ

 

จำนวนสมาชิก ประเมินโดย ComScore และข้อมูลจาก NextUp เอง ข้อมูลถึงเดือนมีนาคม 2009

ผู้ชมเว็บ วัดเป็น UIP ประเมินโดย comScore เช่นเดิม จะเห็นว่า Facebook เริ่มเริ่มห่างจาก MySpace, Friendster ลดลง และ Twitter เพิ่มอย่างก้าวกระโดด

รายได้

                โครงสร้างรายได้ของ Social Network ทั่วโลก จะเห็นว่าค่ายเอเชียถึงแม้จะมีคนใช้รวมไม่มาก แต่กินตลาดในประเทศตัวเองได้ แถมมีรายได้มากพอสมควรอีกต่างหาก ถ้าเทียบกับ MySpace แล้ว Facebook ยังเป็นรองเรื่องรายได้เช่นกัน แม้ว่าจะมีคนใช้เยอะกว่า ตรงจุดนี้เข้าใจว่าเป็นเพราะ MySpace Music ซึ่งเป็นฟีเจอร์จุดขายของ MySpace ด้วยส่วนหนึ่ง คือถึงคนน้อยแต่ก็มีจุดขายชัดเจน

                การสำรวจล่าสุดพบเว็บไซต์ Social network และ Weblog กำลังครองสัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยรวมถึง 10% ทำสถิติสูงกว่า Email ซึ่งเคยเป็นกิจกรรมยอดนิยมของชาวอินเทอร์เน็ต ข้อมูลการสำรวจจากบริษัทวิจัย Nielsen Online พบว่ากิจกรรมออนไลน์ที่กินเวลามากที่สุดอันดับหนึ่งยังคงเป็นการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ อันดับสองคือการเข้าเว็บไซต์ตามความสนใจทั่วไป รองลงมาคือเว็บไซต์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ อันดับสี่คือเว็บไซต์เครือข่ายสังคม และอันดับห้าคือเช็คอีเมลล์

John Burbank, CEO Nielsen Online ตั้งข้อสังเกตว่า ราว 2 ใน 3 ของประชากรออนไลน์ทั่วโลกล้วนเป็นสมาชิกของ Social Network โดยขณะนี้ยังไม่ทีท่าว่าจำนวนสมาชิกของเว็บไซต์เหล่านี้จะลดลงหรือมีอัตราการเติบโตที่ช้าลง โดยการสำรวจพบว่า ทุกๆ 1 ใน 11 นาทีซึ่งประชากรเน็ตทั่วโลกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะถูกนำไปใช้กับการเข้าสู่ Social Network เฉพาะในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2007 และ 2008 เวลาในการใช้งาน Social Network นั้นเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนราว 63% รวมอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านนาที

                หากแบ่งเค้ก 4.5 หมื่นล้านนาทีซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกเทให้กับ Social Network จะพบว่าเวลาส่วนใหญ่เป็นของ Facebook ถูกบันทึกว่าสมาชิก Facebook นั้นมีการใช้งานเว็บไซต์นานถึง 2.05 หมื่นล้านนาที เพิ่มขึ้น 566% สูงกว่าปีก่อนซึ่งทำอัตราการเติบโตไว้ได้ 3.1% เมื่อธันวาคมปี 2006 ช่วงปี 2006-2007 นั้นเป็นปีที่การใช้งาน Social Network เพิ่มขึ้นราว 5% เท่านั้น โดยกว่า 80% เป็นชาวบราซิล แต่จุดหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือชาวบราซิลเหล่านี้ใช้เวลานานกับการเล่นเว็บไซต์เครือข่ายสังคม คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 23% ของเวลาท่องเน็ตทั้งหมด

                สำหรับตลาดโลก Facebook คือ Social Network ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดคือ 108.3 ล้านคน เป็น Social Network เบอร์หนึ่งในออสเตรเลีย สเปน สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี แต่ในสหรัฐฯ คะแนนความนิยมกลับอยู่ที่ MySpace ขณะที่ในญี่ปุ่นนั้นนิยมเว็บท้องถิ่นนาม Mixi และบราซิลนิยม Orkut ของ Google

                ข้อมูลในอดีตที่เชื่อว่า Social Network เหล่านี้จะมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นนั้นเริ่มหมดสมัยแล้ว เพราะการสำรวจล่าสุดพบว่าเยาวชนไม่ใช่ฐานตลาดใหญ่ของ Social Network แล้วในขณะนี้ โดยการสำรวจของ Nielsen Online พบว่า ระดับอายุสมาชิก Facebook ที่มีการเติบโตสูงที่สุดคือกลุ่ม 35-49 ปี และผู้ใช้ Facebook ในกลุ่ม 50-64 ปีนั้นมีการเข้าใช้งานมากกว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 2 เท่า ที่สำคัญ Nielsen Online เชื่อว่า สมาชิก Facebook ในอังกฤษช่วงอายุ 35-49 ปีนั้นจะมีจำนวนมากกว่าช่วงอายุ 18-34 ปีภายในเดือนมิถุนายน ปีนี้ กลุ่มตลาดที่เปลี่ยนไปย่อมส่งผลถึงรูปแบบการโฆษณาออนไลน์บน Social Network เหล่านี้ ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมการเปลี่ยนแปลงจะชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้แน่นอน

แนวโน้ม Social Networking ในอนาคต

                1. Network จะกว้างและเข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างมากขึ้น รองรับกับคนทั่วโลกมากขึ้น เช่น function แปลภาษาอัตโนมัติจำทำให้เกิดการสื่อสารข้ามเชื้อชาติได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเวลานั้นจะเกิดเหตุการณ์ “การข้ามของการสังคมผ่าน Social Network หรือ Cross Culture Social Network”

2. ช่องทางการเข้าถึง (Channels) จะมีมากขึ้น และง่ายมากขึ้น จะเริ่มผสานเข้ากับชีวิตคนเรามากขึ้น เช่นถ้าเราขับรถ รถก็จะมีการส่งข้อความออกไปยัง social network ได้ทันที พร้อมกับบอกตำแหน่งผ่าน GPS ลงในแผนที่ของ Google Map ทันที หรือ อย่างตอนนี้ผู้ผลิต อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ ก็เริ่มนำ Social Network ต่างๆ เข้าไปรวมกับมือถือมากขึ้น เช่นบริการของ Facebook, Twitter, MySpace เป็นต้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ผลิตกล้องดิจิตอลเริ่มนำบริการ Social Network เชื่อมเข้ากับกล้องถ่ายรูปหรือ VDO โดยเมื่อคุณถ่ายภาพ คุณก็จะสามารถ Upload ภาพหรือ VDO เข้าไปที่ Youtube, หรือ Flickr ได้ทันที โดยในตัวกล้องมีการเชื่อมต่อกับ GPS และ WIFI อยู่แล้ว

                3. จะ Automatic มากขึ้นใน ส่งข้อมูลหรือเข้าถึง Social Network เช่นต่อไปเราไม่ต้องเข้ามา พิมพ์หรือกดอะไรเพื่อส่งข้อมูลเข้า Social Network เพราะอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มันจะเข้าหาเราเอง และดึงข้อมูลจากเราเข้าสู่ Social Network เองเป็นแบบระบบ Autometic โดยอุปกรณ์ต่าง ๆจะตรวจสอบ (Detect) เราได้ว่าเรากำลังอะไรอยู่ ตัวอย่างที่มีแล้วตอนนี้ คือบริษัทในเยรมันชื่อ Yello Strom ได้พัฒนาระบบที่สามารถแจ้งการใช้ไฟฟ้าของมิเตอร์ผ่าน twitter ได้แล้ว (ดูได้ที่นี่) หรือ ดูตัวอย่างการที่ Social Network เข้าไปเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์หน้าของแต่ละคนแล้วเชื่อมโยงไปที่ social network ที่คนๆนั้นใช้ได้

                4. จะฉลาดมากขึ้น (intelligent) จะเริ่มสามารถ “เข้าใจ” และ “วิเคราะห์ (Analyze)” พฤติกรรมคนใน Social Network ได้ดีมากขึ้น ทำให้เราสามารถเข้าถึง และเข้าใจถึงพฤติกรรมของแต่ละคนได้มากขึ้น และจะเกิด “กลุ่ม หรือ Segment” ใหม่ที่ “ลึกและเฉพาะ (niche)” มากขึ้น โดยเกิดจากความกว้างหน้าของวิทยการด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่า cloud computing + internet + social network จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว

                5. จะเกิด Social Network เฉพาะ (Niche & Vertical) เกิดขึ้น ที่จะเข้าถึงกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มและ จะเกิด “Social on Social” หรือ “สังคม ใน สังคม” จะเกิดสังคมเล็กๆ ซ้อนทับในสังคมใหญ่ๆ อีกที เช่นจะเกิดการสร้างสังคมย่อยเกิดขึ้นในสังคม social network ใหญ่ๆ อีกทีเช่น จะเกิด social network เล็กๆ ย่อยๆ ใน facebook อีกทีโดยมี application หรือ service เข้ามาช่วยทำให้เกิดได้ง่ายมากขึ้น

บทสรุป 

                ตราบใด ที่มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ยังต้องการเพื่อน ต้องการสังคม Social Networking หรือสังคมเสมือนนี้ ยังจะมีบทบาทต่อไปในภายหน้า จากรายงานต่างๆที่มีผู้สำรวจมา ตั้งแต่ที่เริ่มมี Social Networking จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการให้บริการ อัตราการใช้บริการจะลดลงเลย แต่กลับเพิ่มมากขึ้นแทนด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีสังคมเสมือนมาช่วยคลายเหงา แต่จริงๆแล้วเราก็ไม่ควรลืมสังคมที่อยู่ในชีวิตจริง ไม่เช่นนั้นอนาคตข้างหน้า Social Networking อาจะเป็นสังคมจริงๆ ไม่เสมือนแล้วก็ได้

 

แหล่งอ้างอิง 

http://lastberry.myfri3nd.com/blog/2008/04/05/entry-1

http://netfuture.wordpress.com/2009/07/19/analysis-facebook-social-network/

http://www.blognone.com/blog/1743

http://www.marketingoops.com

Assignment1:: E-book สื่ออิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แห่งวงการหนังสือ

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน กุมภาพันธ์ 20, 2010

                จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่าหนังสือมีความหมายว่า เครื่องหมายใช้ขีดเขียนแทนเสียงหรือคำพูด เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ลายลักษณ์อักษร เช่น ขอให้เขียนเป็นหนังสือไว้ด้วย จดหมายที่มีไปมา เช่น หนังสือราชการเอกสาร บทประพันธ์ ข้อความที่พิมพ์หรือเขียนเป็นต้นแล้วรวมเป็นเล่ม (กฎ) เอกสาร ที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้น

                หนังสือมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของโลก วัฒนธรรมของโลก หรือแม้แต่ความรู้รอบโลก ก็ล้วนถูกบันทึก จารึก บนหนังสือทั้งนั้น แต่โลกในปัจจุบัน มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทุกสิ่งอย่างล้วนถูกปรับไปตามกลไกแห่งโลกาวิวัฒน์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวก วิธีการติดต่อสื่อสาร หรือแม้แต่วิธีการเรียนการสอน หนังสือก็ไม่ได้ถูกยกเว้นจากการปฏิรูปเช่นกัน จึงได้มีคนคิดค้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อคนทุกคนในโลกนี้

E-book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คำนี้อาจจะเป็นคำใหม่ในความรู้สึกของหลาย ๆ คน แต่อีกไม่นานน่าจะเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านทั้งหลาย โดยเฉพาะในวงการห้องสมุดซึ่งในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดดิจิตอลและห้องสมุดเสมือน เทคโนโลยีนี้คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับเลือกนำมาใช้ในการให้บริการกับผู้ใช้ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับรูปแบบของหนังสือก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องโยนหนังสือทิ้งไปแล้วหันมาใช้เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นแทนที่เพราะเราก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยีนี้จะเป็นที่นิยมและยอมรับอย่างแพร่หลาย และถึงแม้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการหนังสือ แต่หนังสือก็ยังมีคุณค่าต่อมนุษย์ในหลายๆ ด้าน ดังมีคำยกย่องเกี่ยวกับหนังสือจาก Tony Cawkell ว่าหนังสือจะยังคงมีการจัดพิมพ์อีกหลายปี และมีความจริงว่าการได้พบหน้ากันระหว่างหนังสือกับผู้อ่านจะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มากกว่าการใช้เครื่องจักร

หนังสือที่มีอยู่โดยทั่วไป จะมีลักษณะเป็นเอกสารที่จัดพิมพ์ด้วยกระดาษ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และความเปลี่ยนแปลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการพัฒนาไปต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้มีการคิดค้นวิธีการใหม่โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย จึงได้นำหนังสือดังกล่าวเหล่านั้นมาทำการคัดลอก (scan) โดยที่หนังสือก็ยังคงสภาพเดิมแต่จะได้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแฟ้มภาพขึ้นมาใหม่ วิธีการต่อจากนั้นก็คือจะนำแฟ้มภาพตัวหนังสือมาผ่านกระบวนการแปลงภาพเป็นตัวหนังสือ (text) ด้วยการทำ OCR (Optical Character Recognition) คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงภาพตัวหนังสือให้เป็นตัวหนังสือที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ การถ่ายทอดข้อมูลในระยะต่อมา จะถ่ายทอดผ่านทางแป้นพิมพ์ และประมวลผลออกมาเป็นตัวหนังสือและข้อความด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้นหน้ากระดาษก็เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแฟ้มข้อมูล (files) แทน ทั้งยังมีความสะดวกต่อการเผยแพร่และจัดพิมพ์เป็นเอกสาร (documents printing) รูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยุคแรกๆ มีลักษณะเป็นเอกสารประเภท .doc, .txt, .rtf, และ .pdf ไฟล์ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาภาษา HTML (Hypertext Markup Language) ข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกออกแบบและตกแต่งในรูปของเว็บไซต์ โดยในแต่ละหน้าของเว็บไซต์เราเรียกว่า “web page” โดยสามารถเปิดดูเอกสารเหล่านั้นได้ด้วยเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถแสดงผลข้อความ ภาพ และการปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 

เมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ (Microsoft) ได้ผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อคอยแนะนำในรูปแบบ HTML Help ขึ้นมา มีรูปแบบของไฟล์เป็น .CHM โดยมีตัวอ่านคือ Microsoft Reader (.LIT)
หลังจากนั้นต่อมามีบริษัทผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ได้พัฒนาโปรแกรมจนกระทั่งสามารถผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นลักษณะเหมือนกับหนังสือทั่วไปได้ เช่น สามารถแทรกข้อความ แทรกภาพ จัดหน้าหนังสือได้ตามความต้องการของผู้ผลิต และที่พิเศษกว่านั้นคือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ สามารถสร้างจุดเชื่อมโยงเอกสาร (Hypertext) ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกได้ อีกทั้งยังสามารถแทรกเสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ลงไปในหนังสือได้ โดยคุณสมบัติเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ในหนังสือทั่วไป

ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ได้มีผู้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ไว้หลายความหมาย ได้แก่ เป็นคำเฉพาะที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดีย โดย เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc)  เช่น ซีดีรอม และซีดีไอ และเป็น ซอฟต์แวร์ (ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม.) เป็นคำที่ใช้ในการอธิบายตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังสือ อยู่ในรูปแบบดิจิตอล โดยแสดงให้เห็นบนจอคอมพิวเตอร์ เป็นหนังสือถูกนำมาจัดพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอล ไม่บังคับการพิมพ์ และการเข้าเล่ม แผ่นซีดีรอมสามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตัวอักษร ทั้งลักษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนิเมชัน วิดีโอ ภาพเลื่อนไหวต่อเนื่อง คำพูด เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่ประกอบตัว อักษรเหล่านั้น มูลค่าของการจำลองลงบนแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เพียงแค่เป็นเศษส่วน ของการจัดพิมพ์และการห่อหนังสือในขณะที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์ในการอ่านหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์

“อีบุ๊ค” (e-book, e-Book, eBook, EBook,) เป็นคำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์

คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ที่ใช้ในภาษาไทยอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้หลายท่านด้วยกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกัน คือในลักษณะของซอฟท์แวร์, ฮาร์ดแวร์ และในลักษณะที่เป็นทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์

1.1.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะของซอฟท์แวร์

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หมายถึง หนังสือเล่มที่ถูกดัดแปลงให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลได้จากจอคอมพิวเตอร์ มีลักษณะข่าวสารเป็นแบบพลวัต หากต้องการปรับปรุงข้อมูลก็สามารถทำได้โดยดึงข้อมูล (Download)       มาจากอินเตอร์เน็ต หรือซีดีรอม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีความสามารถในการทำไฮเปอร์เท็กซ์, คนหาข้อความ , ทำหมายเหตุประกอบ และการทำสัญลักษณ์ใจความสำคัญ (พิชญ์ วิมุกตะลพ, 2538 : 214; Barker , 1992 : 139 ; Gates,1995 : 139 ; “What are E- Books?”,1999 : 1; “NetLingo :The Internet Language Dictionary”, 1999 : 1 “High-Tech Dictionary Definition”, 1999  : 1 “Electronic Book”, 1999 : 1; Reynolds and Derose. 2535 : 263, อ้างถึงใน สุชาดา โชคเหมาะ,2539 : 1-2)

1.1.2 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะของฮาร์ดแวร์

ได้มีผู้ให้คำนิยามไว้ดังต่อไปนี้ “TechEncyclopedia” (1999 : 1) กล่าวกันว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์ฉบับกระเป๋าซึ่งสามารถแสดงข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ได้ สามารถจัดทำสำเนาได้ ทำบุ๊คมาร์คและทำหมายเหตุประกอบได้ “Electronic Book – Webopedia Definition” (1999 : 1) ได้กล่าวถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในฐานะที่เป็นฮาร์ดแวร์ไว้ในทำนองเดียวกับ TechEncyclopedia  โดยได้แบ่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออกเป็น 2 รูปแบบคือ ร็อคเก็ตอีบุ๊ค (Rocket Ebook ) ของ      นูโวมีเดีย เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับกระเป๋า พกพาสะดวกด้วยน้ำหนักเพียง 22 ออนซ์ เก็บข้อมูลได้ถึง 4,000 หน้ากระดาษ การเปิดพลิกหน้าร็อกเก็ตอีบุ๊คให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเปิดหนังสือจริงสามารถทำแถบสว่าง (Highlight) , ทำหมายเหตุประกอบ , ค้นหาคำ และสร้างบุ๊คมาร์คได้ หากต้องการปรับปรุงข้อมูลก็สามารถติต่อไปยังร้านหนังสือหรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สำหรับรูปแบบที่ 2 คือ ซอฟท์บุ๊ค (Softbook) ของซอฟท์บุ๊คเพรส มีลักษณะคล้ายกับร็อคเก็ตบุ๊ค มีความจุตั้งแต่ 1,500 ไปจนถึง 1 ล้านหน้ากระดาษ  

1.1.3 ความหมายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์

ได้มีผู้ให้ความหมายดังนี้ “What is an E-Book (1999 : 1) ได้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นหนังสือทั้งที่มีและไม่มีตัวจริง โดยมีรูปแบบการอ่าน 3 แนว คือ ดึงข้อมูลออกมาและพิมพ์โดยผู้ใช้งาน,อ่านโดยตรงจากจอคอมพิวเตอร์ และใช้อ่านโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่นได้แก่ ไลเบรียสมิลลิเนียมอีบุ๊ครีดเดอร์ (Librius Millennium Ebook Reader) , ร็อคเก็ตบุ๊คเป็นต้น

                จากความหมายที่กล่าวมาทั้ง 3 ลักษณะ สามารถสรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การนำหนังสือหนึ่งเล่มหรือหลายๆ เล่ม มาออกแบบใหม่ให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ โดยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่รูปของตัวอักษร, ภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, ลักษณะที่ตอบโต้กันได้ (interactive) และการเชื่อมโยงแบบไฮเปอร์เท็กซ์ สามารถทำบุ๊คมาร์กและหมายเหตุประกอบตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ โดยอาศัยพื้นฐานของหนังสือเล่มเป็นหลัก

  ธรรมชาติของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีโครงสร้างเหมือนๆกับหนังสือเล่มทั่วๆไป โดยจะประกอบด้วยหน้าปก หน้า – หลัง, สารบัญ, เนื้อหาภายในเล่ม และดัชนี เนื้อหาภายในเล่มอาจจะแบ่งออกเป็นบท แต่ละบทมีจำนวนหน้ามากน้อยแตกต่างกันไป ในแต่ละหน้าจะประกอบด้วยตัวอักษร, ภาพนิ่ง , ภาพเคลื่อนไหว , เสียง (อาจจะแสดงทันทีหรือปรากฏเป็นปุ่มไว้ให้กดเรียกก็ได้) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะแตกต่างจากหนังสือเล่มในการพลิกหน้า โดยที่ไม่ได้มีการพลิกหน้าจริง หากแต่เป็นไปในลักษณะของการซ้อนทับกัน (Barker and singh, 1985 quoted in Barker and Manji. 1991 : 276) สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กับหนังสือเล่มอย่างเด่นชัดคือ การปฏิสัมพันธ์และความเป็นพลวัต (Barker,1996 : 14) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันบางในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แต่ละเล่ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งาน และการปฏิสัมพันธ์จากผู้อ่าน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเหมือนกับหนังสือเล่ม คือมีหน้าปกเพื่อบอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับหนังสือ หากใน 1หน้า มีข้อมูลเป็นหน้าคู่ ด้านซ้ายมือเป็นหน้าซ้าย ด้านขวามือจะเป็นหน้าขวา กดปุ่มไปหน้าก็จะไปยังหน้าต่อไป กดปุ่มถอยหลังจะกลับไปหน้าก่อน นอกจากนี้ยังสามารถกระโดดข้ามไปยังหน้าที่ผู้อ่านต้องการได้อีกด้วย หน้าสุดท้ายจะเป็นหน้าก่อนออกจากโปรแกรม

วิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ได้มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาหรือวิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่าความคิดในเรื่องหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ปรากฏในนิยายทางวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ภายหลังปี ค.ศ. 1940 เป็นหลักการใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์ คือ Book Master เนื้อหาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อนปี 1990 ในช่วงแรก มี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิง และการศึกษาบันทึกงานที่เกี่ยวกับการอ้างอิงมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ พร้อม ๆกับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน เช่น Silicon Graphics , Novell และผู้ผลิตได้ผลิตคู่มือ Dynatext ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 12 ชื่อ ตามรูปแบบเทคโนโลยีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และในช่วงสิบปีมานี้ก็ได้เห็นความพยายามที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาจำหน่ายในโลกแห่งความจริง แต่ส่วนมากก็ล้มเหลว แต่ก็มีบ้างที่ยังพบอยู่ในตลาด เช่น Book man หรือ Franklin Bookman ซึ่งการใช้งานยังคงห่างไกลที่จะเข้ามาเชื่อมโยงในตลาดได้ ปัญหา ของอุปกรณ์เหล่านี้ก็คือ จอภาพขนาดเล็กที่สามารถอ่านออกได้ยาก อายุการใช้งาน แบตเตอรี่ที่ค่อนข้างสั้น อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีในการแปลงรหัส (encryption) เพื่อป้องกันข้อมูลของผู้พิมพ์ในเรื่องของลิขสิทธิ์ของตัวอักษร อีกทั้งวิธีจัดจำหน่ายและแสดงผลต่างๆ ยังไม่สะดวกต่อผู้ใช้ อย่างเช่นการใช้ แผ่นซีดีรอมหรือตลับบรรจุแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

พัฒนาการอันหนึ่งที่ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกิดการรุดหน้าเร็วขึ้นจน สามารถบรรลุผลในการเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบก็คือ แล็บท็อปคอมพิวเตอร์ นั่นก็คือการนำบางส่วน ของแล็บท็อป เช่น สกรีน มาใช้ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ ก็คือในระยะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ราคาของส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ได้ลดลงไปมาก จนทำให้การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีคุณภาพสูง นอกจากนี้การแพร่ขยายของอินเตอร์เน็ตก็ได้เข้ามาทำให้มนุษย์สามารถส่งสิ่งที่เป็นเอกสารหรือหนังสือได้คราวละ มากๆ โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย และไม่ต้องมีดิสก์เก็ตหรือการ์ดสำหรับการใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น นวนิยาย หรือเอกสารตำรา ในกรณีที่มีผู้เกรงว่าจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการอาศัยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการรับส่งหนังสือ ตำรา หรือนวนิยายนั้น ก็สามารถป้องกัน ได้ด้วยการใช้รหัส (encryption) เพื่อให้บรรดาผู้ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ในการแจกจ่ายเนื้อหาในหนังสือ นวนิยายหรือตำรา โดยไม่ต้องไปซื้อหามา ซึ่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้อาศัยหลักการที่นำเทคโนโลยีที่มีความบางเบามากๆ มาใช้ เช่น สกรีน โดยจะละทิ้งทุกสิ่งในแล็บท็อปที่มีน้ำหนักมาก งานพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มุ่งเน้นไปทางเรื่องของความบางเบาและการพิมพ์ทุกอย่างลงบนแผ่นพลาสติกหรือสิ่งอื่นใดที่จะนำมาทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันหมายถึงการพิมพ์ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์จนถึงสิ่งอื่นๆ เช่น หน่วยความจำสำรอง (ภายในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีซีพียู) ลงบนแผ่นบางๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อันเนื่องจากต้องการประหยัดน้ำหนัก นอกจากนี้ลักษณะที่กล่าวมาของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังมีส่วนที่เรียกว่าเนื้อหาด้วยซึ่งเนื้อหา ในที่นี้ได้มีกล่าวไว้ว่า เนื้อหา (content) เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ประโยชน์บนเครือข่ายมีความสามารถ ในการส่งสัญญาณ เสียงการแพร่กระจายของวัสดุ

รูปแบบและการเปรียบเทียบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 3 รูปแบบ

รูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบด้วยกันดังนี้

- แบ่งตามลักษณะการเข้าถึงข้อมูลและการอ่าน (Collis, 1991 : 365) รูปแบบนี้ จะเป็นการแบ่งประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ชัดเจนมากที่สุดกว่าทุกๆ แบบที่มีโดยแบ่งออกเป็น

1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์อ้างอิง (Automated Reference Books) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์อ้างอิงใช้การเข้าถึงข้อมูลในลักษณะการสุ่ม (Random) ผู้อ่านจะค้นหาคำที่ต้องการทราบและอ่านจนจบเนื้อหานั้น จากนั้นจึงค้นหาที่ต้องการทราบต่อไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์อ้างอิงสามารถดูภาพจากฐานข้อมูลเอนไซโคลปิเดีย จัดเป็นแหล่งทรัพยากรซึ่งผู้ใช้สามารถค้นหาหรือเลือกอ่านหนังสือที่มีอยู่ได้ง่ายมาก ในอนาคตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือปริมาณในการบรรจุของฐานข้อมูล และทางที่ผู้อ่านสามารถค้นหาและใช้ข่าวสาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคงไว้ซึ่งโมเดลการอ้างอิงอยู่

2. หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (Automated Textbook Books) หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะการเข้าถึงข้อมูลส่วนใหญ่แบบเป็นไปตามลำดับ (Sequence) จากนั้นก็จะมีการอ่านเนื้อหาเหล่านั้นไปเรื่อยๆ จนจบบท และอาจอ่านบทต่อไปตามลำดับหรือเลือกหัวข้อใหม่ตามความสนใจของผู้อ่าน หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์จะแตกต่างจากหนังสืออ้างอิงอิเล็กทรอนิกส์ตรงที่ผู้อ่านจะมีความคาดหวังที่จะได้รับความรู้จากการอ่านหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบนี้จะเป็นตัวเสริมคำนิยามของหนังสือเรียนโดยจะขยายความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียนทางอ้อมโดยใช้สื่อหลากหลายชนิด

- แบ่งตามช่องทางการสื่อสาร (Barker, 1991 : quoted in Barker, 1992 : 140 – 141) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ช่องทางการสื่อสารทางเดียว เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้อ่านสามารถ           รับสารได้เพียงช่องทางเดียว เช่น ใช้ตาดูหรือใช้หูฟังแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ได้แก่ หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (Text Books), หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง (Picture Books), หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายภาษา ( Talking Books) เป็นต้น

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ช่องทางการสื่อสารหลายทาง เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้อ่านสามารถ        รับข่าวสารได้หลายช่องทาง เช่น ใช้ตาดู ใช้หูฟัง ใช้มือสัมผัสหน้าจอได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อประสม (Multimedia Books), หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รวมสื่อ (Poly Media Books), หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Books) เป็นต้น

- รูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบ่งตามหน้าที่ (Barker and Giller,1992d,quoted in Barker,1992 : 140) สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับเก็บเอกสารสำคัญ (Archival) จะมีที่เก็บข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ในรูปแบบของฐานข้อมูล วิธีใช้งานผู้ใช้ขั้นปลาย สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างหนังสือประเภทนี้ ได้แก่ สารานุกรมโกรเลียร์ (Grolier Encyclopedia) สารานุกรมมัลติมีเดียคอมพ์ตัน (Compton’s Multimedia Encyclopedia) เป็นต้น

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้ข่าวสารความรู้ (Information) จะมีลักษณะคาบเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบแรก แต่ข่าวสารจะกินความแคบกว่าแบบแรก และมีลักษณะเฉพาะมากกว่า มีความสัมพันธ์กับหัวข้อเรื่องใดหัวข้อเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น หนังสือเรียนแพทยศาสตร์ออกซฟอร์ดบนซีดีรอม หนังสือรายชื่อเพลงนิมบัส (Nimbus Music Catalogue) เป็นต้น

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสอน (Instructional) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์มากในการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการอบรม ผู้เรียนจะได้รับความรู้และทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้บางส่วนจะมีการประเมินและประยุกต์ตามรูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคน จะมีการนำเสนอให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ตัวอย่างได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีการออกแบบหน้าจอสำหรับคอมพิวเตอร์พื้นฐานการอบรม (Computer – Based Trainning)

4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบตั้งคำถาม (Interogational) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการทดสอบ, สอบย่อย และประเมินผลกิจกรรม โดยวัดจากความรู้ที่ได้จาการศึกษาหัวข้อที่เกี่ยวข้อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบตั้งคำถามจะประกอบด้วย 3 ลักษณะที่สำคัญคือ อาจารย์ตั้งคำถามหรือแบบฝึกหัด, ข้อสอบ, ลักษณะการประเมินผลและระบบผู้เชี่ยวชาญ จะมีการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการเรียน มีการแข่งขันและพิจารณาให้ระดับที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน

- แบ่งตามชนิดของข้อมูลข่าวสารและเครื่องอำนวยความสะดวก (Barker, 1991a, quoted in Barker, 1992: 140-141) สามารถแบ่งออกได้เป็น 10 ประเภท คือ

1. หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (Text Books) ในระยะแรกจะมีลักษณะเป็นเส้นตรงมีโครงสร้างเป็นตัวอักษร (Text) ต่อมาจะมีลักษณะที่เป็นมัลติมีเดียมากขึ้นโดยใช้คุณสมบัติของไฮเปอร์เท็กซ์ในการนำเสนอ

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Books) มีโครงสร้างจากภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ (Animation Clips) หรือภาพวิดีโอ (Motion Video Segment) หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายภาษา (Talking Books) จะมีลักษณะเป็นเนื้อหาประกอบคำบรรยาย เพื่อให้ง่ายต่อการรับรู้ของผู้อ่าน

4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง (Static Picture Books) จะประกอบไปด้วยภาพนิ่งหลายๆ ชนิดรวมกัน ภาพแต่ละภาพจะมีคุณภาพที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของงาน

5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อประสม (Multimedia Books) เป็นการรวมช่องทางการสื่อสารสองทางหรือมากกว่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อเข้ารหัสข่าวสาร เป็นการรวมตัวอักษร, ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวมารรวมไว้ด้วยกันตามโครงสร้างแบบเส้นตรง เมื่อผลิตเสร็จสื่อจะออกมาในรูปของสื่อเดียว ได้แก่ จานแม่เหล็กหรือ ซีดีรอม

6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รวมสื่อ (Poly Media Books) มีลักษณะตรงกันข้ามกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์   สื่อประสม โดยใช้การรวมสื่อที่แตกต่างกัน ได้แก่ ซีดีรอม, จานแม่เหล็ก, กระดาษ, เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอื่นๆ เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้ใช้

7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Books) จะมีลักษณะคล้ายกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สื่อประสม คือ ใช้การสื่อสารหลายช่องทาง แต่จะมีโครงสร้างเป็นแบบนอนลีเนียร์ โดยมีโครงสร้างแบบใยแมงมุม

8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ผู้เชี่ยวชาญ (Intelligent Electronic Books) มีการบรรจุเทคนิคปัญญาเทียม เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) และระบบเครือข่ายประสาท (Neural Networks) ซึ่งสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และประยุกต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้เรียนแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน

9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทางไกล (Telemedia Electronic Books) ต้องอาศัยการสื่อสารทางไกลช่วยในการนำเสนอเนื้อหา เช่น การเรียนการสอนในระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ การส่งข้อความทางอีเมล์ ตลอดจนเป็นทรัพยากรในการสอนทางไกล เช่นในห้องสมุดดิจิตอล

10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไซเบอร์บุ๊ค (Cyberbook Books) ใช้เทคนิคของความจริงเสมือน (Virtual Reality) ในการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในประสบการณ์จริง

การเปรียบเทียบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 3 รูปแบบ

การที่ยกหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 3 ประเภทคือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหว และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียมาเปรียบเทียบนั้นเพราะว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 3 ประเภทนี้จัดเป็นพื้นฐานของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่มีอยู่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 2 ชนิดแรกสนับสนุนคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนรู้ (Computer – Assisted Learning) ส่วนชนิดสุดท้ายเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้แบบ                 ปฏิสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนการเรียนแบบค้นพบของคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนรู้

1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง (Static Picture Books)

                หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่งเป็นการรวบรวมภาพที่เกี่ยวข้องกันเอาไว้ด้วยกันตามแต่จุดประสงค์ใดๆ ก็ตาม ที่ผู้ผลิตต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ประกอบการสอน เป็นต้น คำนิยามของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่งมีองค์ประกอบ 3 อัน ประกอบด้วย ปกหน้า, กลุ่มภาพนิ่ง, และปกหลัง ภาพนิ่งนี้อาจเป็นภาพจากวิดีโอ, ซีดีรอม หรือจากที่อื่นๆ ก็ได้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่งคือ ขาดโครงสร้างของบท แต่หากจะให้มีก็สามารถทำได้ไม่ยากโดยเก็บรวบรวมภาพที่มีลักษณะแนวเดียวกัน เช่น หัวข้อเกี่ยวกับสัตว์ ซึ่งเป็นบทที่อยู่ตามลำพังไม่ขึ้นกับบทอื่น ใช้รวบรวมสัตว์พวกแมว, หมา, นก และสัตว์อื่นๆ สิ่งสำคัญสำหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง คือ ต้องมีการควบคุมทางเลือกที่หลากหลาย

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Book)

                หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหวเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนึ่งซึ่งบรรจุภาพเคลื่อนไหวไว้มากกว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจมาจากคอมพิวเตอร์หรือสื่อจากสื่ออื่น เช่น วิดีโอหรือซีดีรอม ภาพจะมีการนำเสนออย่างไรขึ้นอยู่กับอัตราที่ตั้งไว้ อาจนำเสนออย่างรวดเร็ว, ช้าหรือปกติก็ได้ ภาพเคลื่อนไหวเป็นการแสดงชุดของภาพที่มีลักษณะคล้ายกันต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว โครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหวจะประกอบด้วยปกหน้าและปกหลัง ตรงกลางจะประกอบด้วยโครงสร้างของบท แต่ละบทจะประกอบด้วย ภาพจำนวนมากซึ่งเรียงลำดับตามหัวข้อหรือเนื้อเรื่อง ถ้าต้องการแบ่งเป็นหมวดหมู่หรือย่อยไปกว่านั้นก็สามารถกำหนดให้เพิ่มขึ้นได้อีก ในโครงสร้างมีการควบคุมทางเลือกที่หลากหลายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาพเคลื่อนไหวโดยสามารถเล่น, หยุดดู, ถอยหลัง, ไปหน้าได้ ตามที่ผู้อ่านต้องการด้วย

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดีย (Multi – Media Books)

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียประกอบด้วยตัวอักษร เสียงและภาพรวมกัน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียอาจเป็นภาพธรรมดาที่มีเอฟเฟค หรือภาพเคลื่อนไหวก็ได้ ในหนึ่งหน้าจอ จะประกอบไปด้วยหลายๆส่วน ได้แก่ ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ กรอบโต้ตอบระหว่างผู้อ่านกับคอมพิวเตอร์ในหน้านี่อาจใส่เสียงด้วย โดยอาจใส่ไว้ในรูปของปุ่มเพื่อให้ผู้เรียนเลือกใช้

ข้อดีและข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ข้อดีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีข้อดีดังต่อไปนี้
                – เป็นสื่อที่รวมเอาจุดเด่นของสื่อแบบต่างๆ มารวมอยู่ในสื่อตัวเดียว คือ สามารถแสดงภาพ แสง เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
                – ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เร็วขึ้น (สิทธิพร บุญญานุวัตร,2540: 24)             

 - ครูสามารถใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการชักจูงผู้เรียนในการอ่าน, การเขียน, การฟังและการ
พูดได้ (Roffey,1995)
                – มีความสามารถในการออนไลน์ผ่านเครือข่ายและเชื่อมโยงไปสู่โฮมเพจและเว็บไซต์ต่างๆอีกทั้ง
ยังสามารถอ้างอิงในเชิงวิชาการได้

- หากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตจะทำให้การกระจายสื่อทำได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขว้างกว่าสื่อที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์ (“หนังสือพิมพ์ออนไลน์นวัตกรรมแห่งสื่ออนาคต”,2541 : 60)

- สนับสนุนการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน ห้องสมุดเสมือนและห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
                – มีลักษณะไม่ตายตัว สามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้โดยใช้ความสามารถของไฮเปอร์เท็กซ์
                – ในการสอนหรืออบรมนอกสถานที่ การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากสื่อสามารถสร้างเก็บไว้ในแผ่นซีดีได้ ไม่ต้องหอบหิ้วสื่อซึ่งมีจำนวนมาก
                – การพิมพ์ทำได้รวดเร็วกว่าแบบใช้กระดาษ สามารถทำสำเนาได้เท่าที่ต้องการ ประหยัดวัสดุในการสร้างสื่อ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
                – มีความทนทาน และสะดวกต่อการเก็บบำรุงรักษา ลดปัญหาการจัดเก็บเอกสารย้อนหลังซึ่งต้องใช้เนื้อที่หรือบริเวณกว้างกว่าในการจัดเก็บ สามารถรักษาหนังสือหายากและต้นฉบับเขียนไม่ให้เสื่อมคุณภาพ
                – ช่วยให้นักวิชาการและนักเขียนสามารถเผยแพร่ผลงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว
                ข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ถึงแม้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีข้อดีที่สนับสนุนด้านการเรียนการสอนมากมายแต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้วยดังต่อไปนี้
                – คนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่า (“หนังสือพิมพ์ออนไลน์นวัตกรรมสื่อแห่งอนาคน “,2541: 60) อีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สามารถใช้งานได้ง่ายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์ และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก
                – หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทำให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า
                – การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความชำนาญในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการสร้างสื่อดีพอสมควร
                – ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้นการปรับปรุงสื่อจึงทำได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
                – ใช้เวลาในการออกแบบมาก เพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพ

ความแตกต่างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) กับหนังสือทั่วไป

ความแตกต่างของหนังสือทั้งสองประเภทจะอยู่ที่รูปแบบของการสร้าง การผลิตและการใช้งาน เช่น
                1. หนังสือทั่วไปใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช้กระดาษ
                2. หนังสือทั่วไปมีข้อความและภาพประกอบธรรมดา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างให้มีภาพเคลื่อนไหวได้
                3. หนังสือทั่วไปไม่มีเสียงประกอบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใส่เสียงประกอบได้
                4. หนังสื่อทั่วไปแก้ไขปรับปรุงได้ยาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล (update) ได้ง่าย
                5. หนังสือทั่วไปสมบูรณ์ในตัวเอง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (links) ออกไปเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอกได้
                6. หนังสือทั่วไปต้นทุนการผลิตสูง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้นทุนในการผลิตหนังสือต่ำ ประหยัด
                7. หนังสือทั่วไปมีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ สามารถทำสำเนาได้ง่ายไม่จำกัด
                8. หนังสือทั่วไปเปิดอ่านจากเล่ม  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องอ่านด้วยโปรแกรม ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์
                9. หนังสือทั่วไปอ่านได้อย่างเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นอกจากอ่านได้แล้วยังสามารถสั่งพิมพ์ (print)ได้
                10. หนังสือทั่วไปอ่านได้ 1 คนต่อหนึ่งเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 1 เล่ม สามารถอ่านพร้อมกันได้จำนวนมาก (ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต)
                11. หนังสือทั่วไปพกพาลำบาก (ต้องใช้พื้นที่) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์พกพาสะดวกได้ครั้งละจำนวนมากในรูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ ในรูปแบบ Handy Drive หรือ CD

12. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โครงสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book Construction)
                ลักษณะโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือ
                สรุปโครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
                                • หน้าปก (Front Cover)
                                • คำนำ (Introduction)
                                • สารบัญ (Contents)
                                • สาระของหนังสือแต่ละหน้า (Pages Contents)
                                • อ้างอิง (Reference)
                                • ดัชนี (Index)
                                • ปกหลัง (Back Cover)
หน้าปก หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนแรก เป็นตัวบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง
คำนำ หมายถึง คำบอกกล่าวของผู้เขียนเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และเรื่องราวต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้น
สารบัญ หมายถึง ตัวบ่งบอกหัวเรื่องสำคัญที่อยู่ภายในเล่มว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง อยู่ที่หน้าใดของหนังสือ สามารถเชื่อมโยงไปสู่หน้าต่างๆ ภายในเล่มได้
                สาระของหนังสือแต่ละหน้า หมายถึง ส่วนประกอบสำคัญในแต่ละหน้า ที่ปรากฏภายในเล่ม ประกอบด้วย
                                • หน้าหนังสือ (Page Number)
                                • ข้อความ (Texts)
                                • ภาพประกอบ (Graphics) .jpg, .gif, .bmp, .png, .tiff
                                • เสียง (Sounds) .mp3, .wav, .midi
                                • ภาพเคลื่อนไหว (Video Clips, flash) .mpeg, .wav, .avi
                                • จุดเชื่อมโยง (Links)

                โปรแกรมที่นิยมใช้สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
                โปรแกรมที่นิยมใช้สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันได้แก่
                                1. โปรแกรมชุด Flip Album
                                2. โปรแกรม DeskTop Author

                                3. โปรแกรม Flash Album Deluxe
 ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย
1.1 โปรแกรมชุด Flip Album ตัวอ่านคือ FlipViewer
1.2 โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader
1.3 โปรแกรมชุด Flash Album Deluxe ตัวอ่านคือ Flash Player

รูปแบบสำหรับในอนาคต

                ในขณะที่สถานการณ์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ดูจะไม่ราบรื่นแบบโรยด้วยกลีบกุหลาบสักเท่าไร ปัญหาในทางปฏิบัติบางอย่างก็ยังรอคอยการแก้ไขอยู่ ทั้งขนาดที่ต้องให้พกพาได้โดยสะดวก และยังต้อง ให้อ่านได้ง่ายเท่า ๆ กับหนังสือแบบเก่าที่ทำด้วยกระดาษ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของราคาที่ยังแตกต่างกัน อยู่เป็นอย่างมาก ดังนั้น คงจะต้องรอการพัฒนาอีกสักระยะหนึ่งให้ขนาดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลดลงจนเท่ากับพ็อกเก็ตบุ๊ค รวมทั้งสามารถควบคุมคำสั่งผ่านปากกาควบคุมแบบเดียวกับที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำได้เสียก่อน สารนิเทศเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้ มีความสำคัญในชีวิตของคนเรา ตัวบุคคลจะใช้เป็นแหล่งสร้างความรู้ในสมองของตน ขึ้นกับความต้องการเฉพาะเรื่องและตามความสนใจบุคคลต่างกันก็ใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่ในโลกต่างกัน การเข้าใกล้ชิดกับเอกสารตีพิมพ์เป็นตัวเล่มก็มีระดับที่ขยายกว้างอยู่ เช่น หนังสือก็เป็นทรัพยากรทั่วไปที่คนยังใช้กันอยู่ แต่ในปัจจุบันมีความสนใจที่จะใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และเอกสารออนไลน์อื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเผยแพร่สารนิเทศและเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่ง เอกสารสามารถใช้โดยการผ่านสถานีได้ เช่น เครือข่ายและคอมพิวเตอร์แบบ Palmtop ถึงแม้ว่าการใช้ แบบหิ้ว สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อที่จัดพิมพ์จะมีความสำคัญ มีการใช้ต่อไปเพื่อประโยชน์ และความ สะดวกสบาย ในอนาคตเราต้องการกลยุทธ์ของสื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สารนิเทศมีการเปลี่ยนแปลงจาก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งไปสู่ความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป

                ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

                ปิลันธนา สงวนบุญพงษ์ (2542) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาและหาประสิทธิภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบสื่อประสม เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ จากผลการดำเนินการวิจัยพบว่า การทดสอบประสิทธิภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสม มีประสิทธิภาพระดับร้อยละ 80 – 89 สามารถนำไปใช้ในการสอนได้

                เพ็ญนภา พัทรชนม์ (2544) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องกราฟิกเบื้องต้น โดยมีกลุ่มประชากรเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ไม่เคยเรียนวิชาเทคโนโลยีการศึกษามาก่อน จำนวน 441 คน และกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ไม่เคยเรียนวิชาเทคโนโลยีการศึกษามาก่อน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีจับฉลาก ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นมา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) โดย 80 ตัวแรก มีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 90.92 และ 80 ตัวหลัง มีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 96.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                ทิพย์มณฑา สดชื่น (2544) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการถ่ายภาพเบื้องต้น โดยมีกลุ่มนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ที่ไม่เคยเรียนวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ที่ไม่เคยเรียนวิชาเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 42 คน ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องการถ่ายภาพเบื้องต้นมีประสิทธิภาพ 87.5/83.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนนักศึกษาหลักจากที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                เกวลี พิชัยสวัสดิ์ (2545) ได้ศึกษาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการใช้ห้องสมุดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพุทธบูชา กรุงเทพฯ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการใช้ห้องสมุด ได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.08

                สุภาภรณ์ สิปปเวสม์ (2545) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เขียนจากโปรแกรม Adobe Acrobat โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนโรงเรียนชลบุรีสุขบท อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จำนวน 45 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วเรียนจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ (2545) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องนวัตกรรมการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้วิธีการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน หลังจากเรียนจบบทเรียน ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างที่เรียนจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องนวัตกรรมการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                นวอร แจ่มขำ (2547) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบโปรแกรม เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบโปรแกรม เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เบื้องต้น มีประสิทธิภาพ 81.38/80.63 และผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                สรุปสุดท้าย

                ในยุคสารสนเทศ การศึกษาหาความรู้สามารถกระทำได้ตลอดเวลา ไร้ขีดจำกัดเรื่องระยะทาง เวลา และสถานที่ นั่นคือการศึกษาจากเอกสารในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ในทางกลับกัน ขณะนี้การพัฒนาเกี่ยวกับเอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จริงๆ ยังไม่ได้มีการพัฒนาตามโลกและยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง หนังสือส่วนใหญ่ยังคงเป็นเอกสารที่ใช้กระดาษในการจัดพิมพ์ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการพัฒนาของหนังสือ ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า “e – Book” ซึ่งสามารถผลิตออกมาให้มีรูปลักษณะเหมือนกับหนังสือโดยทั่วๆ ไป แต่มีความสามารถหลายอย่างที่สูงกว่าหนังสือธรรมดา เช่น เป็นระบบการผลิตที่ไม่ใช้กระดาษ ผลิตได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถปรับปรุงได้ตลอดเวลา เชื่อมโยงเอกสารกับแหล่งความรู้ภายนอกได้ สามารถสั่งพิมพ์เอกสารได้ ทำสำเนาได้สะดวก ต้นทุนในการผลิตต่ำ สามารถใช้ได้ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

แหล่งที่มา

http://krumali.maeai.com/ebook/ebook_01.html

http://th.wikipedia.org/wiki

http://www.docstoc.com

http://www.oknation.net/blog/freeday888/2009/08/25/entry-1

http://www.siamcamping.com

ดร.ไพฑูรย์ ศรีฟ้า . E-book หนังสือพูดได้ .กรุงเทพ : ฐานบุ๊คส์, 2551. 112 หน้า

การเปรียบเทียบค่าสูงสุดของฟิลล์ที่เป็น varchar

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน ธันวาคม 29, 2009

เอาอีกแล้ว
วันนี้เขียนโปรแกรม แค่เลือกคะแนนสูงสุดของแต่ละคนมาดู
นึกว่าง่าย ก็แค่ใช้ max() ก็น่าจะเรียบร้อย
แต่เอ๊ะ ทำไมข้อมูลที่ออกมามันเพี้ยนๆหว่า…
ก้อเขียนถูกนี่ ไม่ผิดเลย ใครๆก็ใช้กัน
แล้วเราทำอะไรผิดอ่ะ

แล้วความจริงก็ปรากฏ เมื่อไปเปิดฐานข้อมูล
โอ้แม่เจ้า ฟิลนี้เก็บเป็น varchar
มิน่า ข้อมูลถึงเพี้ยนไปหมด

ก็เลยได้ความรู้ใหม่ว่า เราต้องแปลงให้มันเป็น int ซะก่อน
แต่เอ๊ะ ไม่ใช่ๆๆๆ เราต้องการทศนิยม ใช้ int ไม่ได้
งั้นก็ต้องใช้เป็น decimal
ผลของการลองผิดลองถูก ก็ได้ดังนี้

MAX(CAST(ims_gat AS DECIMAL(5,2)))

DECIMAL(5,2) ถ้าไม่มีวงเล็บต่อท้ายค่าที่ได้ก็จะไม่เป็นทศนิยม แถมปัดให้เราอีกตั้งห่าง ก็ต้องกำหนดให้มันซะหน่อย ^_^

งานก็เสร็จไปได้ด้วยดี

คราวนี้ต้องขอบคุณ พี่แบงค์ ที่ช่วยกันลองผิดลองถูก อิอิ

การ upload file .xls ใน CodeIgniter

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน ธันวาคม 23, 2009

พอดีเขียนโปรแกรม แล้วเพิ่งเจอปัญหา

จะอัฟโหลดแฟ้ม xls ขึ้นบนเชิฟเวอร์ โดยใช้ codeigniter

แต่ทำยังไงก็ไม่ได้ซักที

ลองเปลี่ยนเป็น .doc อัฟได้ ไฟล์ทุกชนิดอัฟได้ ยกเว้น .xls แม่เจ้า…. ต้องทำยังไงเนี่ย

สุดท้ายก็ไปค้นที่ google ไปเจอ config/mimes.php เลยลองเปิดดู

อ๋อ มี array อยู่ที่นี่ด้วย ลองหา ‘xls’ ……. เจอด้วยแฮะ

‘xls’ => array(‘application/excel’, ‘application/vnd.ms-excel’, ‘application/msexcel’)

อ้าวว ไม่มี ‘application/xls’ นี่หว่า….

เพิ่มเข้าไปเลย

ลองอัฟโหลดใหม่ โอ้วววววววววววววว สำเร็จ สุดยอดมาก นั่งงมมาครึ่งวัน

อยู่ mimes นี่เองงงง

ปล. นี่ถ้าไม่ได้อ.เติ้ล คงมึนไปอีกนาน 555++

การตรวจหามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน ธันวาคม 14, 2009

เทคโนโลยีใหม่ทางด้านรังสีวิทยา ที่ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อการวินิจฉัย ที่ค่อนข้างใหม่ชิ้นหนึ่ง คือ PET/CT (อ่านว่า เพ็ทซีที) เทคโนโลยีนี้ นำมาใช้ในประเทศไทยประมาณ 3-4 ปีแล้ว ประโยชน์ของการใช้เครื่องมือหรือวิทยาการตรวจนี้ มีอยู่หลายอย่าง คือ การวินิจฉัยโรคมะเร็ง ที่ส่วนน้อยจะเป็นการตรวจโรคทางสมองและการวินิจฉัย โรคของหัวใจ และหลอดเลือด ขั้นตอนการตรวจจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การฉีดสารรังสีเข้าไปในตัวของผู้ป่วย สารรังสีนี้จะเปล่งรังสีจากเนื้อเยื่อ และอวัยวะที่สารนี้ไปจับอยู่ จากนั้นเราจะใช้เครื่อง PET/CT ตรวจจับปริมาณรังสีในร่างกาย ออกมาสร้างเป็นภาพ ภาพที่ได้นี้ เรียกว่า ภาพถ่าย PET ภาพถ่ายนี้ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติ ในระดับสารเคมีภายในเซลล์ ซึ่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ สารรังสีที่เราให้เข้าไปเป็นน้ำตาลกลูโคสพิเศษ ที่มีรังสีโพลิตรอนอยู่ภายใน มีชื่อว่า น้ำตาล FDG ซึ่งน้ำตาล FDG นี้ทำตัวคล้ายๆ กับน้ำตาลกลูโคสทั่วๆ ไป คือจะซึมเข้าเนื้อเยื่อทุกชนิดในร่างกาย ในปริมาณที่ต่างๆ กัน เนื้อเยื่อใดที่มีกิจกรรมสูง ก็จะจับน้ำตาลกลูโคสปกติ และ FDG ในปริมาณที่สูง เมื่อเราใช้เครื่อง PET /CT ภาพถ่ายรังสีในร่างกายของผู้รับการตรวจ ก็จะเห็นรังสีเป็นจุดเรืองแสงที่มีความสว่างต่างๆ กันออกไปในอวัยวะปกติแต่ละชนิด นอกจากเนื้อเยื่อที่ผิดปกติแล้ว ภาวะที่ผิดปกติที่สำคัญ หนึ่ง คือ มะเร็ง ก้อนมะเร็งส่วนมาก มักจะมีกิจกรรมสูง เนื่องจากมันจะมีการแบ่งตัวตลอดเวลา ทำให้ต้องการอาหารซึ่งก็คือ น้ำตาลในปริมาณที่มาก ก้อนมะเร็งที่จะจับน้ำตาล FDG ได้ในปริมาณที่มากกว่าเนื้อเยื่อปกติทั่วไป ทำให้เห็นเป็นบริเวณที่เรืองแสงชัดเจน ความผิดปกติที่ตรวจพบเป็นการตรวจในระดับชีวเคมีภายในเซลล์ ซึ่งในทางทฤษฎีจะให้ผลที่ไวกว่า การตรวจทางด้านกายภาพ เช่น การตรวจ X-ray, Ultrasound หรือ CT Scan ธรรมดา อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นยกตัวอย่าง เช่น มะเร็งบางอย่างอาจไม่ได้ใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งอาหาร เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก เราจึงไม่สามารถนำ FDG มาใช้ในการตรวจมะเร็งดังกล่าว การนำ PET/CT มาใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง จะเริ่มต้นตั้งแต่ การกำหนดระยะโรค หรือ Staging ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว และแพทย์ทราบแล้วว่าเป็นมะเร็งของอวัยวะใด ชนิดของเซลล์มะเร็งเป็นอย่างไร และเหมาะสำหรับการใช้ PET/CT ในการตรวจหรือไม่ โดยทั่วๆ ไป PET/CT จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ในการตรวจมะเร็ง และอาจนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาของแพทย์ให้ถูต้องเหมาะสมมากขึ้น มีการศึกษาหนึ่ง ซึ่งเป็นการศึกษาร่วมของหลายสถาบันในต่างประเทศศึกษาเรื่องความแม่นยำ ในการกำหนดระยะของโรคมะเร็งของศรีษะ และลำคอ โดยใช้เปรียบเทียบกับการไม่ใช้ PET/CT พบว่า การใช้ PET/CT ช่วยในการกำหนดระยะของโรคมะเร็ง (Staging) ได้แม่นยำถึงร้อยละ 25 ซึ่งส่งผลให้ วิธีการรักษาในกลุ่มผู้ป่วย ดังกล่าว เปลี่ยนแปลงไปจากแผนเดิมที่วางไว้ และหมาะสมมากขึ้นนี้เป็นเพียงตัวอย่าง หนึ่งในบรรดาประโยชน์ของ PET/CT ในการกำหนดระยะโรคมะเร็ง

ผู้เขียน: นพ.สามารถ ราชดารา จาก http://www.oknation.net/blog/bangkokhospital

ครั้งแรก กับการเขียน blog

Posted in Uncategorized โดย jajalove บน ธันวาคม 14, 2009

blog นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ITM 640: เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ผู้สอน พ.อ.รศ.ดร. เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ

 เพราะได้เรียน MSITM หลักสูตรออนไลน์ แล้วมีการบ้านของวิชา เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ให้นักศึกษาเขียนบทความลง blog เราก็ไม่เคยทำซะด้วย เพราะไม่ค่อยมีความรู้ ส่วนใหญ่ก็จะหาแต่ความรู้จาก blog ที่มีคนเขียนไว้แล้ว คราวนี้มาลองเขียนบ้าง ยากใช่เล่นแฮะ ^^


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.